‘The Last Dance’ ฝันสุดท้ายของ ลิโอเนล เมสซี่


คงไม่แปลกหากหลายคนเริ่มคล้อยตามและเชื่อมากขึ้นว่าฟุตบอลโลก 2022 ในครั้งนี้อาจเป็นฟุตบอลโลกของ "ลิโอเนล เมสซี่" จริงๆ หลังทัพ "ฟ้าขาว" อาร์เจนตินา ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ

นี่คือฟุตบอลโลกที่ เมสซี มีโอกาสลุ้นแชมป์โลกครั้งแรกในชีวิตหลังพยายามมาแล้ว 4 ครั้งนับตั้งแต่ฟุตบอลโลก 2006 เป็นต้นมา

ฟุตบอลโลก 2006 – เมสซี่ ในวัย 19 ปี จบที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลโลก 2010 – เมสซี่ ในวัย 23 ปี จบที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

ฟุตบอลโลก 2014 – เมสซี่ ในวัย 27 ปี จบที่ “รองแชมป์”

ฟุตบอลโลก 2018 – เมสซี่ ในวัย 31 ปี จบที่รอบ 16 ทีมสุดท้าย

จนมาถึงฟุตบอลโลก 2022 กับอายุที่ปาเข้าไป 35 ปี เมสซี่ ยืนยันว่านี่คือฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าคงไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบและสวยงามมากไปการคว้าแชมป์โลกให้ได้ในนัดสุดท้ายบนเวทีการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเพื่อปิดฉากความฝันที่ตนเองและแฟนบอลอาร์เจนไตน์เฝ้ารอมาเนิ่นนาน

อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ครั้งล่าสุดในปี 1986 ยุคของ ดีเอโก้ มาราโดน่า เป็นเวลานานถึง 36 ปีที่พวกเขาอกหักมาตลอด ไม่เคยไปถึงบัลลังก์แชมป์ได้อีกเลย 

การจุติขึ้นของ เมสซี่ ก่อไฟฝันให้คนทั้งชาติอีกครั้ง ทว่าตลอด 4 ครั้งที่ผ่านมากับการมี เมสซี่ เป็นหนึ่งในขุนพลรอบสุดท้าย ทัพฟ้าขาวก็ยังทำฝันเป็นจริงไม่ได้ 



ได้เพียงเดินผ่านโทรฟี่แชมป์โลกเมื่อปี 2014

ถ้ามันจะถึงเวลาที่ฝันสี “ฟ้าขาว” เป็นจริงเสียทีก็ควรต้องเป็นครั้งสุดท้ายในครั้งนี้ 

เมสซี่ ทำผลงานในฟุตบอลโลกครั้งนี้ได้ดีที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด และคู่ควรกับการพาทีมมาถึงนัดชิงชนะเลิศที่จะพบกับ “แชมป์เก่า” ฝรั่งเศส ในวันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคมนี้

ตลอด 6 นัดสู่เส้นทางรอบชิงชนะเลิศที่ผ่านมา เมสซี่ ทำไปแล้ว 5 ประตูกับ 3 แอสซิสต์ เป็นสถิติดีสุดที่เคยลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

เขายิงได้ 5 จาก 6 นัดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ขาดเพียงเกมกับ โปแลนด์ ที่ซัดจุดโทษไปติดเซฟของ วอยเชียจ เชสนี่ อย่างน่าเสียดาย

ขณะที่ 3 แอสซิสต์ที่ทำได้จนถึงตอนนี้ก็เป็นสถิติดีสุดอีกเช่นกัน โดยฟุตบอลโลกครั้งก่อนเขาทำได้ 2 แอสซิสต์ ส่วน 3 ครั้งก่อนหน้านี้ทำได้ครั้งละ 1 แอสซิสต์เท่านั้น 

แต่ละแอสซิสต์ที่จ่ายให้เพื่อนยิงก็สำคัญไม่แพ้ยิงเองไม่ว่าจะเป็นแอสซิสต์ประตู 2-0 ปิดกล่องชนะเม็กซิโก จ่ายอย่างเหนือชั้นในประตูแรกที่พบ เนเธอร์แลนด์ และล่าสุดโซโล่หนี ยอสโก้ กวาร์ดิโอล่า หนึ่งในกองหลังที่ทำผลงานดีสุดในทัวร์นาเมนต์ก่อนถวายพานให้ ฮูเลี่ยน อัลวาเรซ ซัดประตูฝังโครเอเชีย 

ใน 6 นัดที่ลงสนาม เมสซี่ คว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ได้ถึง 4 ครั้ง โดยทำได้ในเกมพบ เม็กซิโก รอบแรก และกวาดเรียบอีก 3 ครั้งในรอบน็อกเอาต์ที่พบ ออสเตรเลีย, เนเธอร์แลนด์ และ โครเอเชีย  

ยังมีสถิติอีกมายมายก่ายกองที่ เมสซี่ ทำลายลงหรืออย่างน้อยขึ้นมาเทียบเคียงตำนานในอดีต และรอวันเป็นเจ้าของสถิติคนใหม่ในนัดชิงชนะเลิศ 

– ยิงประตูที่ 11 ในการเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของทีมชาติอาร์เจนตินาในฟุตบอลโลกคนใหม่แทนที่ กาเบรียล บาติสตูต้า ที่ทำเอาไว้ 10 ประตู



ฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดของ เมสซี่ เหลืออีกเพียงนัดเดียว

– เป็นผู้เล่นคนที่ 6 ที่ยิงในรอบน็อกเอาต์ทั้งรอบ 16 ทีมสุดท้าย รอบ 8 ทีมสุดท้าย และรอบรองชนะเลิศ ในฟุตบอลโลกสมัยเดียวต่อจาก ซัลวาตอเร่ สกิลลาชี่, โรแบร์โต้ บาจโจ้, ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ, ดาวอร์ ซูเคอร์ และ เวสลี่ย์ สไนเดอร์

– เป็นคนแรกและคนเดียวที่ยิงประตูได้ตอนอายุเป็นวัยรุ่น, ตอนอายุ 20 + และตอนอายุ 30 +

– ทำประตูแรก (พบ เซอร์เบีย 16 มิถุนายน 2006) และประตูล่าสุด (พบ โครเอเชีย 13 ธันวาคม 2022) ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ระยะห่างของเวลามากสุด 16 ปี 180 วัน ส่วนคนที่ใกล้เคียงสุดคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ประตูแรกและประตูสุดท้ายห่างกัน 16 ปี 160 วัน 

– แอสซิสต์ให้เพื่อนยิงเป็นครั้งที่ 8 เป็นสถิติสูงสุดของฟุตบอลโลกเทียบเท่า ดีเอโก้ มาราโดน่า

– แอสซิสต์ในรอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกได้ทั้งหมด 6 แอสซิสต์ เทียบเท่า เปเล่ ตำนานแข้งทีมชาติบราซิล  

– ยิงและแอสซิสต์ในนัดเดียวได้มากสุดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่จำนวน 4 นัด โดยนัดแรกทำได้ในเกมพบ เซอร์เบีย ฟุตบอลโลก 2006 ส่วนอีก 3 นัดเกิดขึ้นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ในเกมพบ เม็กซิโก, เนเธอร์แลนด์ และ โครเอเชีย 

– ยิงหรือแอสซิสต์ได้ 13 นัด มากสุดตลอดกาลเท่ากับ โรนัลโด้ (บราซิล) 

– ยิงหรือแอสซิสต์รวมทั้งหมด 19 ประตู (11 ประตู 8 แอสซิสต์) มากที่สุดตลอดกาลเทียบเท่า แกร์ด มุลเลอร์ (เยอรมันตะวันตก), โรนัลโด้ (บราซิล) และ มิโรสลาฟ โคลเซ่ นับตั้งแต่ที่เริ่มมีการเก็บสถิติในป 1966 เป็นต้นมา

– เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่แอสซิสต์ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้ถึง 5 สมัย และเป็นหนึ่งใน 6 คนที่ลงเล่นรอบสุดท้าย 5 สมัยเช่นเดียวกับ อันโตนิโอ การ์บาฮาล, โลธาร์ มัทเธอุส, ราฟา มาร์เกซ, อันเดรส กวาร์ดาโด้ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

– ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากสุด 25 นัด เทียบเท่าสถิติของ โลธาร์ มัทเธอุส ตำนานแข้งของทีมชาติเยอรมัน

–  รับบทบาทกัปตันทีมลงเล่นฟุตบอลโลก มากที่สุด ที่จำนวน 18 นัด โดยทำลายสถิติของ ราฟาเอล มาร์เกวซ (เม็กซิโก, 17 นัด) เรียบร้อยแล้ว


หากไม่มีอะไรผิดพลาดหรือโชคร้ายบาดเจ็บไปเสียก่อน เมสซี่ จะเป็นเจ้าของสถิติใหม่อีกมากมายในนัดชิงชนะเลิศ

– เขาจะกลายเป็นนักเตะที่ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายมากสุด 26 นัด

– นับเป็นนาทีในสนามก็จะแซงหน้า เปาโล มัลดินี่ ที่เป็นเจ้าของสถิติ 2,217 นาที โดย เมสซี่ ตามหลังเพียง 23 นาทีเท่านั้น 

– ถ้ายิงได้ก็จะเป็นคนที่ 3 ในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูรอบน็อกเอาต์ทุกนัด

– ถ้าแอสซิสต์ได้ก็จะแซงหน้า ดีเอโก้ มาราโดน่า ในการเป็นเจ้าของแอสซิสต์มากสุดตลอดกาล 

– ถ้ายิงหรือแอสซิสต์ได้ก็จะกลายเป็นเจ้าสถิติยิงหรือแอสซิสต์ในจำนวนนัดของฟุตบอลโลกมากที่สุดแซงหน้า โรนัลโด้ 

– ถ้าคว้าตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ได้ ก็จะเป็น แมตช์ ออฟ เดอะ แมตช์ ครั้งที่ 5 ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แซงหน้า เวสลีย์ สไนเดอร์ ที่เคยได้ 4 ครั้งในฟุตบอลโลกครั้งเดียวตอนปี 2010  

และเหนือสิ่งอื่นใดคือสถิติที่มาในรูปแบบ “ความฝัน” ที่ ลิโอเนล เมสซี่ และแฟนบอลอาร์เจนตินาต้องการและอยากให้เกิดขึ้นมากที่สุดคือ อาร์เจนตินา คว้าแชมป์โลกสมัย 3 และจะเป็นแชมป์โลกสมัยแรกของนักเตะที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดตลอดกาลอีกคนได้รับการเติมเต็มและสมบูรณ์แบบงดงามอย่างที่สุด


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com