บทเรียนที่สั่งสมสู่การเป็นจอมทัพ “ฉลามชล”


ชื่อของ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ถูกจารึกในตักศิลาของไทยลีก 2021/2022 หลังจากเป็นแข้งไทยคนแรก ที่สามารถยัดเยียดลูกฟุตบอล ไปจมอยู่ในก้นตาข่ายได้ถึง 3 ครั้ง หรือที่เรียกกันเป็นสากลว่า "แฮตทริก" เกมดังกล่าวเกิดขึ้นในนัดที่ 4 เมื่อวันเสาร์ที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่ง ชลบุรี เอฟซี บุกไปถล่ม ขอนแก่น ยูไนเต็ด ที่เหลือ 10 คน ไป 7-0 โดย เดนนิส มูริลโล่ เหมา 4 ลูก และ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ กด 3 ประตู แม้จะเป็นแฮตทริกที่ 2 ที่เขาทำได้กับ "ฉลามชล" แต่นี่เป็นหนแรกที่เขาทำได้ในเวทีไทยลีก และการเล่นของเขาตลอด 4 เกมที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะเติบโตขึ้นทุกย่างก้าว จนหลายคนยอมรับว่าเด็ดสะระตี่จริงๆ

อะไรกันที่ทำให้เขาสั่งสมประสบการณ์ สู่การเป็นจอมทัพที่ดีได้ในฤดูกาลนี้ เราจะไปหาคำตอบกัน!!


1. เลขไมล์ที่สูงขึ้น

หลังจาก “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล บรรจงปั้นมาตั้งแต่เขาอายุเพียง 12 ปี ก่อนได้ออกไปฝึกซ้อมยังประเทศญี่ปุ่นและอังกฤษ ทั้ง วิสเซิล โกเบ, เอฟซี โตเกียว, โออิตะ ทรินิตะ, เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ เลสเตอร์ ซิตี้

ก่อนลงเล่นให้ ทีมชุดใหญ่ของ ชลบุรี เอฟซี ครั้งแรก พบกับสมุทรสงคราม เอฟซี ที่ ชลบุรี สเตเดี้ยม ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุเพียง 16 ปี 11 เดือน 9 วัน จนมายิงประตูแรกในเกมกับ ราชบุรี มิตรผล ช่วงอายุ 17 ปี 340 วัน 

นับจากวันนั้นถึงวันเสาร์ที่ 25 ก.ย.64 เขาลงเล่นให้กับสโมสรแห่งนี้ทั้งหมด 8 ฤดูกาลเต็ม ด้วยจำนวน 134 นัด กับ 29 ประตู ซึ่งผ่านการคำดูถูกมาแบบสารพัดสารเพ ว่า ไม่เหมาะสมกับหมายเลข 8 ของ เทิดศักดิ์ ใจมั่น ไปจนถึงฝีเท้าที่ไม่รุดหน้า

เขากลับก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนักในการฝึกซ้อม และไม่ได้เป็นคนที่ติดโซเชียลที่จะอ่านเสียงวิจารณ์เหล่านั้น จนวุฒิภาวะค่อยๆ สั่งสมขึ้น และข้ามจุดที่คำว่า “นักเตะดาวรุ่ง” สู่ “จอมทัพ” อย่างเต็มตัว


2. ชายที่ชื่อว่า “วิทยา เลาหกุล”

มีคำพูดเล่นๆกันว่า จริงๆแล้วนามสกุลของเขา คือ วรชิต เลาหกุล เพราะ “โค้ชเฮง” เปรียบเสมือนเป็นคุณพ่อในโลกลูกหนัง แต่เขามักจะเรียกชายคนนี้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวเข้าสู่ทศวรรษที่ 8 ว่า “อาจารย์”

ฤดูกาลที่แล้วมีคลิปหนึ่งออกมาจากเพจของสโมสร ชลบุรี เอฟซี ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ประธานเทคนิค ชลบุรี เอฟซี ให้โอวาทชุดใหญ่ ที่สร้างขึ้นมาเองกับมือ เร่งพัฒนาฝีเท้า และตัดสิ่งเร้าต่างๆที่ทำให้ฟอร์มตกออกไป รวมถึงควรมีความตั้งใจในการเล่นฟุตบอลมากกว่านี้ 

“ยิม ต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิตใหม่ อันดับแรกคือเลิกเล่นเกม เพราะมันทำให้เหนื่อยเพลีย สายตาอ่อนล้า สำรวจดูการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองว่าเราทำถูกมั้ย เพราะนักบอลส่วนใหญ่ติด เหล้า , บุหรี่ , ผู้หญิง แต่ยิมไม่ได้สนใจตรงนั้นอยู่แล้ว ยิมไปสนใจเรื่องเกม เราต้องดูว่าเวลาซ้อมกับลงไปเล่นเราใส่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์มั้ย มีอิทธิพลกับทีมไหม”

 “ไม่ใช่ซ้อม ก๊อกๆ แก๊กๆ ไปวันๆ เพราะถ้าเราเต็มร้อย เราก็จะได้ตรงนั้นมา ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญคือ อาหารการกิน เพราะถ้าเราไม่ทำ ก็สู้เขาไม่ได้ จุดอ่อนของยิมคือสภาพจิตใจ แกร่งพอมั้ย กล้าที่จะแก้ไขจุดอ่อนตัวเองมั้ย ไม่ใช่ซ้อมให้เสร็จไปวันๆแล้วก็กลับบ้าน ถ้าเมืองนอกเขาไม่เอานะแบบนี้ หมดสัญญาก็เอาออกเลย ถ้ายิมยังทำแบบนี้ รุ่นน้องอีก 4-5 คน ที่กำลังขึ้นมา สุดท้ายเดี๋ยวก็โดนแซง”


3. “สะสม พบประเสริฐ” ที่ช่วยขัดเกลา

การผ่านมาหลายกุนซือ ทำให้เขาได้เรียนรู้ระบบแท็คติคแตกต่างกันออกไป แต่กลายเป็น “โค้ชเตี้ย”สะสม พบประเสริฐ ที่นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีม ได้ประกาษิตเอาไว้แบบชัดเจนว่า จะทำให้ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ และ กฤษดา กาแมน มีความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะมาเป็นกำลังหลักของสโมสรในอนาคต

“ทั้งสองคน มีฝีเท้ากับมันสมองที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่อยากจะเพิ่มเติมในบางเรื่องที่คิดว่า ถ้าพวกเขาทำได้อย่างที่ผมคิด ทั้งสองคนจะมีคุณภาพ และช่วยสโมสรไปสู่ความสำเร็จได้”

และไม่ผิดจากคำพูดของเขา เพราะนับจากวันนั้น กฤษดา กาแมน ก็ก้าวมาเป็นตัวหลักแถมยังเป็นรองกัปตันทีม “ฉลามชล” แบบเต็มภาคภูมิ ต่อจาก เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ อีกต่างหาก 

ขณะที่ “ยิม” ก็ถูกขัดเกลาจากเน้นไปที่เกมรุกอย่างเดียว เขากลับมามองไปที่การช่วยเพื่อนร่วมทีมจากแนวรับ พาบอลทะยานแหวกผู้เล่นฝั่งตรงข้าม พร้อมถวายพานให้กับเพื่อน หรืออ๊อฟชั่นเสริมคือ การโซโล่ไปทำสกอร์ด้วยตัวเองแบบยอดเยี่ยม ก็ทำให้เห็นมานักต่อนัก


4.ความฝันที่จะออกไปค้าแข้งต่างแดน

ชลบุรี เอฟซี เป็นอีก 1 ทีมที่มีนโยบายส่งเสริมนักเตะไปเล่นยังต่างประเทศ เริ่มจากยุคที่ สุรีย์ สุขะ กับ เกียรติประวุฒิ สายแวว ไปเล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้, สุรัตน์ สุขะ ไปเล่นให้กับ เมลเบิร์น วิคตอรี่ ลีกออสตรเลีย, อดุล หละโสะ กับ ต็อตโตริ ช่วงที่อยู่ใน เจ ลีก 3 หรือล่าสุดเป็น ชาญณรงค์ พรมศรีแก้ว ที่ได้ไปเล่นกับ อูนิอน อดาร์เบ ทีมในลีกดิวิชั่น 4 สเปน ด้วยสัญญายืมตัว

อย่างที่เกริ่นขึ้นมาในตอนต้น เขาเองเคยไปฝึกซ้อมกับทีมต่างประเทศอย่าง วิสเซิล โกเบ, เอฟซี โตเกียว, โออิตะ ทรินิตะ, เอฟเวอร์ตัน, แมนเชสเตอร์ซิตี้ และ เลสเตอร์ ซิตี้ มาแล้ว แน่นอนว่าความฝันของนักเตะทั่วโลก คือ ต้องการออกไปเล่นในลีกต่างแดนที่ระดับสูงกว่าบ้านเกิดของตัวเอง เพื่อทำให้รู้ว่าสามารถพัฒนาขึ้นหรือสู้กับคนอื่นได้หรือไม่

ความฝันของ “ยิม”ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่อยากจะไปวัดว่าฝีเท้าของตัวเองสามารถเล่นในลีกต่างแดนได้หรือไม่ ประกอบกับ อายุในช่วงเบญจเพศนั้น ก็สุขงอมพร้อมแล้วที่จะกางปีกโบยบินไปตามหาความฝันบนเส้นทางลูกหนังที่เขาจะต้องใช้ขาสองข้างลิขิตฝัน

ด้วยคอนเนคชั่นที่ยอดเยี่ยมของสโมสร โดยเฉพาะกับสโมสรในลีกญี่ปุ่น เหมือนกับที่ส่ง สิทธิโชค ภาโส ไปลุยกับ เอฟซี ริวกิว เชื่อเถอะว่าถ้ายังผลิตฟอร์มอย่างเชิดฉาย ให้มากกว่า 3 ประตู 3แอสซิสต์ เวลานี้ มีโอกาสสูงที่เขาจะได้ไปลิ้มรสปลาดิบมากกว่าตอนที่ไปฝึกซ้อมกับ  วิสเซิล โกเบ และ เอฟซี โตเกียว


ด้วยคุณภาพฝีเท้าของเจ้าตัว ทั้งพรสวรรค์และพรแสวงที่มี จะเป็นคำตอบสู่อนาคตว่าเขาจะพัฒนาขึ้นไปในระดับที่คาดหวังไว้ทั้งตัวเขาเองและรคนรอบข้างหรือไม่ แต่เชื่อเหลือเกินว่า ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เสมือนเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังเขาทั้งหมด ทั้งที่ครอบครัวและสโมสร จะช่วยทำให้ “ยิม วรชิต” เดินเส้นทางสายนักฟุตบอลอาชีพระดับต้นๆ ของเมืองไทยได้ไม่ยากเลย


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com