จงให้เวลา “มาโน่ โพลกิ้ง” พิสูจน์ฝีมือ


เรียบร้อยโรงเรียน "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ไปแล้ว สำหรับตำแหน่งนายใหญ่ทัพ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ เมื่อมีการแต่งตั้ง "มาโน่ โพลกิ้ง" เข้ามาทำหน้าที่แทน "อากิระ" นิชิโนะ" กุนซือเลือดบูชิโด ที่แยกทางหลังจบศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก รอบ 2 เมื่อผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์วางมือซ้าย-มือขวา เป็น “โค้ชหนึ่ง” ดร. หนึ่งฤทัย สระทองเวียน อดีตกุนซือทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติไทย ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 2 สมัย และ จเด็จ มีลาภ คนคุ้นเคยสมัยคุมทีม การท่าเรือ เอฟซี และเพิ่งสวมคอนเวิร์สกับ เมืองกาญจน์ ยูไนเต็ด เจ้าบุญทุ่มในศึก เอ็ม-150 แชมเปี้ยนส์ชิพ เมื่อไม่นาน โดยทั้ง 2 คน เคยเรียนโปรไลเซนส์ รุ่นเดียวกันกับ “มาโน่” ด้วย

โดยการแต่งตั้ง “โค้ชหนึ่ง” มาเป็นผู้ช่วยทำทีมฟุตบอลชาย จะส่งผลอะไรหรือไม่นั้น 


จริงๆ สมัยนี้หมดยุคการแบ่งเพศกันแล้ว ส่วนตัวคิดว่ากลับเป็นเรื่องดีเสียอีก เพราะ “โค้ชหนึ่ง” เป็นบุคลากรสำคัญของวงการฟุตบอลหญิงบ้านเรา มีประสบการณ์มากมาย หาก “โค้ชหนึ่ง” มาทำงานตรงนี้สิ่งที่ได้เต็มๆ คือ ประสบการณ์ และมุมมองที่แตกต่างออกไป ซึ่ง “โค้ชหนึ่ง” สามารถนำสิ่งที่ได้ไปพัฒนาฟุตบอลหญิงให้ดีขึ้น นี่สิเขาถึงเรียกว่า การพัฒนาบุคลากรลูกหนัง อย่างแท้จริง 

นอกจากนี้คาดว่า “มาโน่” น่าจะมีผู้ช่วยเข้ามาผนึกกำลังอีก บวกกับทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชของสมาคมฯ คอยสนับสนุนอีกแรง คงทำให้การทำงานไม่ต้องหนักจนเกินไป พร้อมดึงขีดความสามารถของตัวเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทีมชาติไทย แน่นอน 


ตรงนี้ต้องชื่นชม “มาดามแป้ง” ที่ประยุกต์การทำทีมระดับสโมสร มาปรับใช้กับทีมชาติไทย ได้แบบมืออาชีพจริงๆ 

แน่นอนว่าหลังจากการประกาศแต่งตั้ง “มาโน่” อย่างเป็นทางการ ย่อมมีเสียงสะท้อนจากแฟนบอลทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เพราะภาพจำที่คอบอลไทยคุ้นตาสมัยคุมทีม “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ตลอด 6 ปีครึ่ง ตั้งแต่ปี 2014-2020 คือสไตล์การคุมทีมแบบ Sexy Football เน้นเกมรุก เดินหน้าฆ่ามัน แต่เกมรับรั่วเป็นทางน้ำ

โดยสถิติการคุมทีม “แข้งเทพ” จำนวน 221 นัด เขามีสถิติพาทีมชนะ 126 นัด เสมอ 43 นัด แพ้ 52 นัด ยิง 470 ประตู และเสีย 278 ประตู คิดเป็นอัตราส่วนชนะถึง 57% ทว่ากลับไม่สามารถพา “แข้งเทพ” คว้าโทรฟี่เข้ามาประดับสโมสรแม้แต่ครั้งเดียว 


แต่ถ้าย้อนกลับไปดูในอดีตกุนซืออย่าง “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และ ปีเตอร์ วิธ ที่พาทีม “ช้างศึก” ครองความยิ่งใหญ่ในอาเซียนเองก็ไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆ ในระดับสโมสรมาก่อน แต่กลับมาทีมชาติไทย ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม พาทีมคว้าแชมป์ซีเกมส์, อาเซียนคัพ หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ และผ่านเข้ารอบ 3 ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกเหมือนกัน 

ขณะที่กุนซือโปรไฟล์หรูอย่าง นิชิโนะ ที่คุมทีมชาติญี่ปุ่น ชุดใหญ่ เข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย

ในระดับสโมสรเคยพา กัมบะ โอซาก้า คว้าทุกแชมป์รายการใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เจลีก, เอ็มเพอเรอร์ส คัพ, เจ ลีก คัพ, เจแปนีส ซูเปอร์ คัพ และเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก พ่วงรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมของเจลีก ในปี 2000 และ 2005 เช่นเดียวกับรางวัลผู้ฝึกสอนยอดเยี่ยมของเอเอฟซี เมื่อปี 2008 

ส่วน มิโลวาน ราเยวัช ราเยวัช เคยพาทีมชาติกาน่าผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย ในปี 2010 และจารึกประศาสตร์ ด้วยการพากาน่าผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย สุดท้ายทั้งคู่ล้วนล้มเหลวในการคุมทีมชาติไทยทั้งสิ้น


ดังนั้นด้วยกรอบเวลาที่จำกัดและนี่ไม่ใช่เป้าหมายระยะยาว เพราะเป้าหมายหลักคือการคว้าแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ มาครองและกู้ศรัทธาแฟนบอลคืนมาเท่านั้น ทำให้การหากุนซือที่มีประสบการณ์คุมทีมในไทยลีก, มีโปรไลเซนส์, รู้จักฟุตบอลไทยเป็นอย่างดี, มีความเป็นมืออาชีพ, มีสไตล์การทำฟุตบอลสนุกเร้าใจ และมีข้อมูลฟุตบอลอาเซียนเพียบ “มาโน่” จึงมีคุณสมบัติครบถ้วนทุกอย่าง และเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แถมไม่มีสังกัดพอดี เพราะเพิ่งแยกทางกับ โฮจิมินห์ ซิตี้ ในเวียดนาม 

ใครที่บอกว่าทำไมไม่ยืมโค้ชไทย อย่าง “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ, “โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ หรือ มาซาทาดะ อิชิอิ มา กรุณาอยู่กับความเป็นจริง เพราะสิ่งที่คิด กับการลงมือทำมันไม่ง่าย และมีปัจจัยหลายอย่าง

แต่เมื่อเลือก “มาโน่” มาคุมทีมแล้ว ก็ควรสนับสนุนเขาทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนจะทำผลงานดีหรือไม่ ก็ต้องไปดูในสนามอีกที ถ้าดีเขาก็ได้ไปต่อ หากตรงกันข้ามก็แยกย้ายตามวิถีฟุตบอล 


ไม่แน่ว่าการที่ “มาโน่” ไม่ประสบความสำเร็จกับสโมสร แต่ในการมาคุมทีมชาติเขาอาจประสบความสำเร็จก็ได้ ใครจะไปรู้อนาคต 

ถึงตรงนี้มาช่วยกันให้กำลัง ดีกว่าตั้งธงต่อต้าน เพราะชั่วโมงวิกฤติบอลไทยแบบนี้คนลูกหนังไทยต้องจับมือและเดินไปด้วยกัน โดยมี “ชาติ” เป็นที่ตั้ง จริงไหมครับ

เพราะหาก “ช้างศึก” คืนชีพ คนที่ได้ประโยชน์ก็คนในสังคมลูกหนังไทยทั้งนั้น ให้เขาทำงานก่อน ล้มเหลวค่อยมาวิจารณ์ก็ยังไม่สายครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com