กุนซือใหม่ “ช้างศึก” เป้าหมายคือแชมป์เท่านั้น


กลายเป็นประเด็นเสวนากันอย่างออกรสของคอบอลไทย เกี่ยวกับกุนซือทีมชาติไทย ชุดใหญ่ คนใหม่ ว่าสุดท้ายจะเป็นใครกันแน่

ล่าสุด “มาดามแป้ง” นวลพรรณ ลํ่าซำ ผู้จัดการทีมชาติไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่ามี 16 กุนซือจากทั่วโลก เสนอตัวคุมทีมชาติไทย ทั้งคนไทย, เกาหลีใต้, บราซิล, อังกฤษ, สเปน, สวีเดน, สโลวาเกีย, เยอรมนี, โครเอเชีย และ คอสตาริกา เรียกว่ามาครบทุกทวีป

ทั้งนี้ผู้เกี่ยวข้อง สมาคมฯ และ มาดามแป้ง จะมีการหารือและพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะประกาศชื่ออย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ คาดว่าสัปดาห์หน้าทาง สมาคมฯ จะออกมาเฉลยชื่อกุนซือใหม่อย่างเป็นทางการให้แฟนบอลได้หายคาใจเสียที


เมื่อดูความน่าจะเป็นและประเมินสถานการณ์ในปัจจุบันต้องดูว่า “เป้าหมาย” ของสมาคมฯ และ “มาดามแป้ง” คืออะไร? 

ตั้งแต่หวังประสบความสำเร็จแบบฉาบฉวยเพื่อกู้ศรัทธาแฟนบอลกลับมา โดยเฉพาะในศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน หรือ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 ระหว่างวันที่ 5 ธันวาคม 2564 – 1 มกราคม 2565 

หรือจะมองยาวไปถึงศึกเอเชียนคัพ รอบคัดเลือก ลากยาวไปถึงเอเชียน คัพ รอบสุดท้ายในปีหน้าเลย ตรงนี้ต้องวางกรอบให้ชัดเจน 

ซึ่งหากเป็นการทำทีมระยะสั้น “กุนซือไทย” น่าจะเหมาะสมกับภารกิจนี้มากที่สุด เพราะมีความรู้ความเข้าใจนักเตะเป็นอย่างดี และคุ้นเคยกับสไตล์ลูกหนังไทย ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาปรับตัวกับบรรยากาศใหม่ๆ 


แต่คนที่มีฝีมือ มากด้วยบารมี พอที่จะพาทีม “ช้างศึก” หลุดจากหลุมดำนี้ได้ ส่วนตัวคิดว่าคงมีแค่ “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือคนเก่งของ ฮอง อันห์ ยาลาย ในวีลีก เวียดนาม เท่านั้น 

แม้ “โค้ชซิโก้” จะไม่ได้มีความจัดจ้านในการแท็คติคการเล่นอย่างโค้ชระดับเอเชียหรือยุโรป แต่สิ่งที่อดีตกองหน้าจอมตีลังกามีก็คือ จิตวิทยาที่สูง สามารถปลุกใจ หล่อหลอมนักเตะให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แถมรับมือกับสื่อและแฟนบอลได้เป็นอย่างดี 

ที่สำคัญประสบการณ์ในการพาทีมประสบความสำเร็จในอาเซียน ณ เวลานี้ไม่มีกุนซือคนไหนในประเทศไทย ทำได้เหมือน “โค้ชซิโก้” อีกแล้ว เพราะแชมป์ทุกทัวร์นาเมนต์ในย่านนี้ เขาพาทีมชาติไทยกวาดมาหมดแล้ว หากไม่จริงตรงไหน กรุณาเอาปากกามาวงได้เลย 

อย่างไรก็ตามคงเป็นเรื่องยากสำหรับ “โค้ชซิโก้” กับ ทีมชาติไทย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ส่วนคนอื่นๆ แม้จะมีดีกรีโปรไลเซนส์ก็จริง แต่คุณสมบัติต่างๆ ยังไม่ครบถ้วนพอที่จะพาทีม “ช้างศึก” กลับมาทวงความยิ่งใหญ่ในย่านอาเซียนได้เลย 

หากจะไปเอากุนซือต่างชาติโปรไฟล์หรูมาคุมทีม โอกาสจะพุ่งความล้มเหลวมีสูง ไม่ใช่ว่าโค้ชเหล่านั้นไม่ดี แต่นักเตะคุณภาพของไทย ณ เวลานี้ไม่ได้มีมากพอให้เลือกใช้งาน ที่สำคัญเงินค่าจ้างย่อมสูงด้วย แถมเวลาเก็บตัวฝึกซ้อมมีน้อย และโปรแกรมอุ่นเครื่องแทบไม่มี 


อย่าลืมว่าในช่วงเวลาดังกล่าวโอกาสที่ ไทย จะพลาดใช้งานคีย์แมนสำคัญอย่าง “เจ” ชนาธิป สรงกระสินธ์ กองกลางคอนซาโลเล่ ซัปโปโร และ “อุ้ม” ธีราทร บุญมาทัน มีสูง เพราะเจลีก ญี่ปุ่น จะแข่งขันนัดสุดท้ายวันที่ 4 ธันวาคมนี้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ และทั้งคู่จะได้กักตัว 14 วันหรือไม่ ถ้าเล่นที่ไทย ทุกอย่างอาจง่ายขึ้น

หากทั้งคู่เล่นไม่ได้ กุนซือใหม่ชาวต่างชาติต้องเจองานหนักในการมองหาตัวแทนอีก บอกเลยใครกล้ารับงานนี้และสมาคมฯ บ้าจี้แต่งตั้งโค้ชต่างชาติจริงๆ ต้องขอคาราวะในความกล้าเลย 


แต่ถ้าเป็นแผนระยาวก็เป็นอีกสเต็ปหนึ่ง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นกุนซือไทยหรือต่างชาติ ล้วนมีเป้าหมายเดียวในการคุมทีมคือ ต้องพา “ช้างศึก” คว้าแชมป์ฟุตบอลเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 ให้ได้ เท่านั้น เพื่อกู้ศรัทธาแฟนบอลและปลุกกระแสฟุตบอลไทยที่ซบเซาให้กลับมาให้ได้

แต่ถ้าทีม “ช้างศึก” ไปไม่ถึงแชมป์นอกจากจะรอรับก้อนหินและพายุน้ำลายจากแฟนบอลที่โหมกระหน่ำ ยังกระทืบบรรยากาศฟุตบอลีกอาชีพของไทยที่กำลังซบเซาให้แย่ลงไปอีก 


อย่าลืมว่าทางเดียวที่จะปลุกกระแสฟุตบอลอาชีพให้ตื่นได้ ต้องพึ่งผลงานที่ดีของทีมชาติไทย เหมือนยุค “ดรีมทีม” หรือ “ยุคโค้ชซิโก้”

ดังนั้นการเลือกกุนซือทีมชาติไทย ครั้งจึงสำคัญมาก เพราะมันส่งผลถึงภาพรวมอนาคตของฟุตบอลไทยทั้งระบบ

หากพลาดขึ้นมา แน่นอนว่าหายนะจะกวักมือเรียกหาทันที


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com