“มันอยู่ใต้พรม” ปัญหาที่ซุกไม่มิด ของวานบิสซาก้า


ปัญหาเรื่องการเล่นของ วานบิสซาก้า ที่เมื่อก่อนทำเป็นมองๆข้ามและซุกไว้ใต้พรมได้ ต่อจากนี้ทำแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไป และนี่คือปัญหาของทีมที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะเขาคือตัวจริงที่ไม่ถูกกดดันตำแหน่ง และฟอร์มของเขาส่งผลเสียต่อการเล่นของทีมอย่างมาก

ต้องขอเกริ่นกับท่านผู้อ่านก่อนเลยว่า เราไม่ได้เขียนบทความนี้ขึ้นมาเป็นเพราะการโดนใบแดงของอารอน วานบิสซาก้า และการที่แมนยูไนเต็ดพ่ายแพ้ทีมอย่าง BSC Young Boys เมื่อคืนวันก่อนแต่อย่างใด

ไม่เกี่ยวเลย เรามีประเด็นนี้จะเขียนมาก่อนสักพักแล้ว

นี่คือสิ่งที่มองเห็นได้ชัดมาสักระยะใหญ่ๆแล้วว่า มันเริ่มที่จะ “เป็นปัญหา” ของทีมแบบจริงๆจังๆแล้ว นั่นก็คือเรื่องฟอร์มการเล่นของ “อารอน วานบิสซาก้า” ที่มันเกิดปัญหาขึ้นมาจนส่งผลกระทบของทีม

กระทบขนาดไหน ก็ขนาดที่ว่า เราทำเป็นลืมๆและมองข้ามเรื่องนี้ของเขาไม่ได้อีกต่อไป ไม่เหมือนปีที่ผ่านๆมาว่ามัน “ไม่เป็นไร” เพราะยังมีข้อดีอื่นๆอยู่

แต่ตอนนี้ทุกอย่างมันเริ่มดรอปลงจนเข้าขั้นน่าเป็นห่วง จนกลายเป็นว่า ข้อบกพร่อง หรือ ข้อด้อย ในการเล่นของอารอน วานบิสซาก้านั้น ไม่สามารถที่เอาปัญหาดังกล่าวซุกใต้พรมไว้ได้อีกต่อไป เพราะมันเริ่มหนักหนาแล้ว

วันนี้เราจะมาดูกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับวานบิสซาก้าบ้าง เขามีปัญหาจุดไหน เพราะอะไร และวิธีการใดที่จะช่วยแก้ปัญหาได้บ้าง

นี่ไม่ใช่คอลัมน์ที่จะหาจุดบกพร่องอย่างเดียว แต่ถ้ามันมองเห็นทางแก้ไขได้เราก็จะทำ

1.ปัญหาการเล่นในด้านต่างๆ

อารอน วานบิสซาก้า (ขออนุญาตเรียกสั้นๆว่า AWB นะครับ) เขามีปัญหาในด้านการเล่นอยู่หลายอย่างพอสมควรที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจน เท่าที่เราพอจะมองเห็น และแฟนปีศาจแดงหลายๆคนอาจจะมองเห็นเช่นกัน มีดังนี้

1.1 การจ่ายบอล

เรื่องนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่พอควรเลยนะครับ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ถ้าดูเผินๆ เขียนว่า “จ่ายบอลไม่ดี” ดูจะธรรมดาๆใช่ไหมครับ แต่อย่าลืมว่าหลักเบื้องต้นของ “ฟุตบอล” ก็คือทักษะการเล่นพื้นฐาน อย่างการรับบอล ส่งบอลนี่แหละ ที่จำเป็นมากๆ เพราะฟุตบอลต้องเล่นเป็นทีมเวิร์ค และทีมก็ต้องมีการจ่ายบอล ให้บอลอยู่ตลอดเวลา

การมีทักษะจ่ายบอลที่ดี เป็นสิ่งสำคัญที่จะรับประกันได้ว่า ทีมคุณจะไม่เกิดข้อผิดพลาดง่ายๆแบบที่ไม่ควรจะเกิด

หากว่าจ่ายบอลไม่ดี จะเกิดอะไรขึ้น?

อย่างแรกสุดเลยก็คือ ทีมจะมีโอกาสเสียการครองบอลทันที ถ้าคุณจ่ายบอลไม่ดี เช่น จ่ายบอลสั้นไป ก็อาจโดนคู่แข่งตัดแย่งไปเล่นได้ หรือ จ่ายยาวไป ก็อาจจะออกนอกสนาม เสียการครองบอลอีก รึแย่กว่านั้นก็คือ จ่ายไปเข้าเท้าคู่แข่ง เขาก็จะได้บอลที่ทำเสียนี้มาทำการ “บุกสวนคืน” ใส่เราทันที

จากที่เราควรจะเป็นฝ่ายได้ครองบอลไปเรื่อยๆ เพื่อหาโอกาสทำประตู (+1) กลายเป็นว่า มีโอกาสที่เราจะโดนบุก และโดนคู่แข่งทำประตูได้อีก (-1)

การจ่ายบอลเสีย มันเสียแบบ “ทั้งไปทั้งกลับ” เลยนะครับ ทีมไม่ได้ประตูเพิ่ม เพราะต่อบอลไปทำเกมรุกไม่ได้ แถมถ้าโดนคู่แข่งบุก ก็มีโอกาสเสียประตูอีก มันสองต่อเลย

การจ่ายบอลที่ดี ถือเป็นพื้นฐานที่ดูง่ายๆ แต่สำคัญมากสำหรับเกมฟุตบอล

แต่อารอน วานบิสซาก้า มีปัญหาเรื่องนี้อย่างรุนแรงมากๆ

การจ่ายบอลของวานบิสซาก้า มีปัญหาในทุกๆอย่าง เช่น “การจ่ายบอลไม่แม่น” ไม่สามารถควบคุมบอลไปยังเป้าหมายได้ ยกตัวอย่างรูปข้างล่างนี้ในเกมเจอกับวูล์ฟแฮมพ์ตัน

จากรูปนี้ให้สังเกต เส้นดำ คือเส้นทางจ่ายบอลที่ออกจากเท้าของAWB ซึ่งในจังหวะนี้ ลูกจ่ายของAWB ถูกนักเตะวูล์ฟ (กรอบสีแดง) ที่ยืนอยู่ตรงนั้นดักไปได้ และก็ทำการเล่นสวนกลับทันที

คำถามคือ วานบิสซาก้าทำอะไร? จะจ่ายให้ใครกันแน่ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำ

จุดที่แย่คือ เขามักจ่ายบอลแบบกั๊กๆ เสมอ ทำให้น้ำหนักหรือทิศทางนั้นไปไม่ถึงเพื่อน แล้วก็ทำทีมโดนตัดบอล แล้วเจอสวนกลับอยู่เป็นประจำ

ทิศทางเหมือนจะให้กรีนวู้ดที่อยู่ห่างออกไปในแนวนั้น แต่ว่าน้ำหนักการจ่าย เหมือนไหลให้บรูโน่ตัวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งถ้าจะจ่ายให้บรูโน่ ควรไหลบอลเผื่อให้บรูโน่ราวๆ “เส้นเหลือง” ในรูปนี้ แต่ไลน์การจ่ายลูกนี้ กลับเหมือนเป็นการ จ่ายไปให้กรีนวู้ด แต่ด้วยน้ำหนักเหมือนให้บรูโน่ตัวข้างๆ

สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ตัวสีแดงขึ้นมาดักได้สบายๆครับเพราะวานบิสซาก้าจ่ายไม่ตรงใครเลย

นี่คือคุณภาพที่ย่ำแย่ของการจ่าย อันเกิดมาจากสมาธิที่ไม่ดีพอจะรู้ตัวเองว่า จะทำอะไรกันแน่ ระหว่าง จ่ายให้ตัวข้าง หรือจ่ายให้ตัวไกล ถ้าเขารู้ตัวเอง เขาจะจ่ายบอลได้ดีกว่านี้ เช่น ถ้าตัดสินใจฉับว่า จะให้บรูโน่ เขาก็ไหลให้เบาๆตัวข้างๆ อย่างน้อยถ้าตรงตัวหรือย้อนหลังบ้าง บรูโน่ก็จะเก็บบอลได้ / หรือ ถ้าตัดสินใจว่า จะให้กรีนวู้ด ลูกจ่ายลูกนี้จะต้องแรงและพุ่งเร็วกว่านี้ไปถึงกรีนวู้ด ไม่ใช่ไหลเอื่อยๆจนนักเตะวูล์ฟในกรอบสีแดงพุ่งออกมาตัดบอลได้สบายๆ

ปัญหาการจ่ายบอลของอารอน วานบิสซาก้า จึงเกิดจาก “การตัดสินใจอันย่ำแย่” เป็นหลัก ที่เหมือนควบคุมตัวเองไม่ได้ จ่ายบอลแบบลั่นๆออกไปแบบไม่คิด และจ่ายบอลไม่ละเอียด

ที่สำคัญที่สุด ในภาพนี้คุณเห็นอะไรไหมครับ ทางขวา ตรงนั้นมี “แดเนียล เจมส์” ที่วิ่งชิงไลน์กับวิงแบ็ควูล์ฟจนหลุดไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นที่ถูกที่ควรคือ วานบิสซาก้า สามารถจ่ายให้น้องเจมส์ได้อีกหนึ่งทางเลือก ในเส้นสีเขียวด้านล่าง ซึ่งพื้นที่ “โล่ง” มากๆด้านหน้าของแดเนียล เจมส์ มันมีเยอะพอที่เจมส์จะได้บอลและกระชากไปเล่นได้อีกมาก นั่นคือทางจ่ายบอลที่ดีที่สุดในจังหวะนี้

หรืออย่างน้อยที่สุดก็ควรให้บรูโน่ใกล้ๆ เขาจะได้ทำเกมต่อได้ หรืออาจจะเบิ้ลเร็ววันทูออกขวาให้ แดนเจมส์ได้ ซึ่งมันก็มีอีกจังหวะนึงที่บรูโน่ทำแบบนี้จริงๆในช็อตนี้

ในรูปนี้คือ ป็อกบากำลังจะจ่ายให้บรูโน่ และบรูโน่ก็แทงออกขวาต่อให้แดเนียล เจมส์ อย่างสวยงาม นี่คือสิ่งที่บรูโน่ทำได้ จากการวิ่งทำทางของเจมส์ทางขวา แต่อารอน วานบิสซาก้า แทบไม่เคยแทงบอลจ่ายให้แดเนียล เจมส์ วิ่งทะลุได้เลย อันทำให้ฟอร์มของแดนเจมส์ ก็ย่ำแย่ไปด้วย เพราะการเล่นของวานบิสซาก้า

ปัญหาการจ่ายบอลแบบกั๊กๆ จ่ายแบบไม่ใช้สติในการจ่าย ไม่ระมัดระวังในการจ่าย ยังมีอีกหลายครั้ง เช่นภาพข้างล่างนี้ ในเกมเจอนิวคาสเซิล ท่ามกลางความเฮฮา มีความสุขที่ได้ต้อนรับพี่โด้แบบกระหึ่มสุดๆนั้น

ในทุ่งดอกไม้ที่เราเห็น มีดอกที่เน่าซ่อนอยู่

เห็นไหมครับว่าลูกนี้เกิดอะไรขึ้น เจ้าตัวโดนกองหน้านิวคาสเซิลวิ่งบีบมาแค่นิดเดียว นิดเดียวจริงๆ วันนั้นนิวคาสเซิลเล่นตั้งรับลึกรอสวนด้วยซ้ำ และไม่มีเกมpressingเลย แต่ดูวานบิสซาก้าจ่ายบอลลูกนี้ครับ เมื่อเขาโดนบีบมา เจ้าตัวก็ทำอะไรไม่ได้เลย ไม่คิดแม้แต่จะพาบอลไปเอง แต่ก้มหน้าจ่ายคืนหลังแบบ “ไม่ดู” อะไรทั้งนั้น ไม่สังเกตเลยว่าทางจ่ายบอลมันกำลังจะถูกตัด

AWB จ่ายลูกนี้ในเส้นสีเขียว ซึ่งสุดท้ายก็โดน แซงต์-แม็กซิแมง ตัดไปง่ายๆในจุดสีแดงนั้น และพาบอลไปบุกใส่เราได้ ซึ่งโชคยังดีที่ไม่โดนยิงก่อนในครึ่งแรกไม่งั้นงานมีกร่อย

นี่คือการจ่ายบอลมั่วของวานบิสซาก้าที่เป็นสองตัวอย่างที่ชัดเจนว่า เขาจ่ายบอลพลาดง่ายๆขนาดไหน จากความไม่ละเอียด และไม่มีสติในการจ่ายบอลให้เพื่อนเลย

ปัญหาเรื่องการจ่ายบอลที่เกิดมาจาก “การตัดสินใจที่ไม่ดี” ในการเลือกทางจ่ายบอล ของ AWB นั้น ยังมีอีก นั่นก็คือ เขามักจะชอบจ่ายแบบไม่ดูเลยว่า เพื่อนโดนบีบเพรสซิ่งอยู่

ชอบยัดบอลไปให้ตัวที่โดนเพรสอยู่ ทำให้เพื่อนเล่นลำบากและไม่สามารถทำเกมต่อได้ จนทีมเสียบอลในที่สุด เช่นตัวอย่างนี้

ในภาพนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ อารอน วานบิสซาก้า เลือกที่จะจ่ายบอลไปทางซ้าย (ลูกศรสีเขียวที่ชี้ไปทางซ้าย) เขาเลือกจ่ายไปให้ ราฟาเอล วาราน ทั้งๆที่ “วารานโดนเพรสอยู่” (กรอบสีเหลือง มีนักเตะวูล์ฟเข้ามาบีบวารานอยู่) คือแม้จะเห็นแบบนั้น ก็ยังชอบจ่ายไปให้เพื่อนที่กำลังโดนเพรสอยู่อย่างหน้าตาเฉย

ทั้งๆที่ตัวเลือกในการตัดสินใจจ่ายบอลของเขายังมีดีกว่านั้นเยอะ นั่นก็คือ แฮรี่ แมกไกวร์ ที่ยืนโล่งอยู่คนเดียวตรงกลาง (วงกลมสีแดง) นั่นต่างหากคือทางเลือกที่AWBควรจ่ายไป

AWB ไม่เลือกจ่ายบอลหนีออกจากพื้นที่เพรสซิ่งตรงนั้น ที่มีนักเตะวูล์ฟเพรสซิ่งแบบตัวต่อตัวอยู่ (3:3)

ทั้งๆที่จ่ายไปให้แมกไกวร์ได้ แต่พี่แกจ่ายให้วารานที่โดนเพรส ผลสุดท้ายในจังหวะนี้คือ วารานถูกยัดบอลมาให้เล่นลำบาก เพราะถูกบีบเข้ามาจนไม่มีมุมแล้ว ทำให้ทางเลือกเดียวของวารานในการจ่ายบอล คือเส้นประสีเขียวด้านล่าง ที่มี “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ยืนอยู่ และทางนั้นก็ถูก “เพรสซิ่ง” อยู่เช่นกัน (ในกรอบสีแดง) จากวิงแบ็คของวูลฟ์ในช็อตนี้

สุดท้ายแล้วผลลัพธ์ในช็อตนี้ก็คือ บรูโน่โดนkillในช็อตนี้ด้วยการแย่งบอลไปจากด้านหลัง

ความผิดช็อตนี้จริงๆมันไม่ได้ผิดที่วาราน เพราะวารานจำเป็นต้องรีบออกบอลให้พ้นตัวก่อน (ถ้าวารานพลาดถูกชิงบอลไป เขาคือคนสุดท้าย และคู่แข่งจะหลุดไปยิงทันที) และบางทีจะให้เตะสาดออกไปเลยมันก็ไม่ใช่วิธีการเล่นของเราในปัจจุบันที่เน้นการครองบอลเป็นหลัก

ส่วนทางด้านบรูโน่ก็ไม่ได้ผิดเพราะเขาที่รับมือกับบอลที่ถูกจ่ายมาไม่ทัน และเจ้าตัวก็ถูกฉกบอลไป

แต่มันผิดที่จุดเริ่มต้นต่างหาก นั่นก็คือ วานบิสซาก้า ที่ผิดสองกระทงในช็อตนี้ ทั้งการเลือกoptionทางจ่ายบอลแบบผิดๆที่ไม่ยอมแกะเพรสออกไปให้แมกไกวร์ / ทั้งยังจ่ายยัดไปให้ตัวที่โดนบีบอยู่อย่างวาราน จนทีมถูกตัดบอลและเล่นcounter-attackในจังหวะนี้

ผิดเต็มๆข้อเลย

เวลาที่ทีมเจอการ “เพรสซิ่ง” ขึ้นมาทีไร วานบิสซาก้าคืออีกหนึ่งตัวที่มักเป็นเป้าหมายการเพรสของคู่แข่งทันทีที่ได้บอล เพราะเค้ารู้กันหมดแล้วว่า อารอน วานบิสซาก้า มีจุดอ่อนเรื่องนี้

คู่แข่งจึงทำการจี้ที่เขาเป็นพิเศษ เพราะมีความเป็นไปได้สูงที่จะทำเสียบอลจากการโดนบีบเร็ว ตัวอย่างทั้งหลายข้างบนนี่ก็ใช่

ทั้งหมดนี้จึงเป็นภาพรวมของข้อบกพร่องในเรื่องการจ่ายบอลของ วานบิสซาก้า ที่มีปัญหาอย่างแรง ทั้งการไม่มีสมาธิ, ควบคุมการจ่ายบอลไม่ได้,  การตัดสินใจไม่ดีในการเลือกจ่ายตัวที่เหมาะสม, ชอบจ่ายไปให้เพื่อนที่โดนบีบอยู่เล่นลำบาก, รวมถึงการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาดด้วยว่า จะเอายังไง จ่ายใคร จะเล่นยังไงกันแน่ มันถึงได้ออกมาเป็นลูกจ่ายไร้สติที่กั๊กๆแบบนั้น

สุดท้ายทีมก็เจอปัญหา เพราะการ “จ่ายบอลเสีย” จากเขาอยู่เป็นประจำ


2.ปัญหาเรื่องการเล่นที่มักชอบ “ปล่อยจอย” อยู่บ่อยๆ

ปล่อยจอยคืออะไร? ปล่อยจอยคือการเล่นที่เหมือนกับว่า “ทิ้ง”แล้ว ไม่เอาแล้ว เขาทำสิ่งนี้ในสนามบ่อยมาก และมีคนเห็นมานานแล้วด้วย

หากให้พูดอย่างเป็นทางการหน่อย การปล่อยจอย แบบว่า “กูไม่เอาแล้ว” ของวานบิสซาก้า มันคือปัญหาในเรื่องที่เขามักจะ “หลุดโฟกัส” จากเกมอยู่บ่อยๆ

เหมือนกับว่า ตัวเองเล่นไปแล้ว ทำไปแล้ว หมดหน้าที่แล้ว ก็ไม่สนใจแล้ว ประมาณนั้น

นี่คือคำอธิบายเรื่องการปล่อยจอยของAWB

สิ่งที่เขาทำในสนาม คือมักจะไม่ยอมโฟกัสเกมไปซะเฉยๆ คือปล่อยเลย ไม่สนใจจะมอง ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น เวลาที่ตัวเองจ่ายบอลออกไปแล้ว เตะออกไปแล้ว เขามักจะหลุดโฟกัส และไม่สนใจจะตามดูช็อตนั้นต่ออย่างมีสมาธิว่า บอลมันโอเคหรือยัง

ที่แย่ที่สุดคือ หลายๆครั้งเวลาที่เจ้าตัวเล่น “พลาด” เกิดขึ้นนั้น ปฏิกิริยาของวานบิสซาก้าคือ “ยอมแพ้” ไม่เอาละ ปล่อยจอยไปเลย ประมาณว่า “โอ้ยยยย กูพลาดว่ะ เฮ่อออ” ทำท่าแบบเสียดาย แล้วก็ปล่อยให้ทุกอย่างเกิดขึ้น

ซึ่งจริงๆแล้ววานบิสซาก้าไม่ควรทำแบบนี้ เพราะนั่นคือการ “ไร้ความทุ่มเท” ในสนาม ที่ไม่ยอมพยายามให้ถึงที่สุดก่อน เพราะเวลาที่คนเราทำพลาด หรือนักเตะคนอื่นๆทำพลาด คนที่ทุ่มเทก็จะมี “ปฏิกิริยาตอบสนอง” อีกแบบนึง

นักเตะที่ทุ่มเท เมื่อตัวเองรู้ว่าเล่นพลาด หรือทำพลาด เขาจะมีปฏิกิริยาทันทีด้วยการ “รีบวิ่งมาไล่บอลคืน” เพื่อทีม เพื่อแก้ตัว อย่างเต็มที่ ทำไงก็ได้เพื่อแก้ไขสิ่งนั้น

แต่นักเตะที่ไม่มีความทุ่มเทให้ทีมนั้น พอตัวเองทำเสียแล้ว ก็ “ปล่อย” มันไป ยืนเฉย จ็อกเอื่อยๆ แล้วก็ปล่อยให้เพื่อนคนอื่นเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวของตัวเองไป

ดังตัวอย่างต่อไปนี้ที่เป็นการ “ปล่อยจอย” ของวานบิสซาก้า

ช็อตนี้ช็อตเดียวสะท้อนการเล่นที่ย่ำแย่ของAWBได้ถึงสองอย่างในเวลาเดียว ข้อเสียแรกก็อย่างที่กล่าวไปแล้ว เรื่องของการ “จ่ายบอล” ที่ย่ำแย่ในการตัดสินใจ จ่ายบอลแบบไม่มีสติ และพลาดเสมอๆ อย่างเช่นในช็อตนี้ สิ่งที่วานบิสซาก้าทำคือ อยู่ดีๆก็จ่ายบอลไปเข้าเท้าคู่แข่งง่ายๆซะยังงั้น (ลูกศรสีแดง) ทั้งๆที่ แดเนียล เจมส์อยู่ตรงนั้น เขามีสองทางให้ทำ นั่นก็คือ

-จ่ายไปให้ที่ตัวเจมส์ วานบิสซาก้าก็ควรจะจ่ายให้ตรงกว่านั้น ให้กับน้องเจมส์ที่ยืนอยู่ริมเส้น ในลูกศรสีเหลืองด้านล่าง จ่ายให้ตรงตัว ช็อตนี้ก็จะมีโอกาสสูงที่เขาจะหลุดไปได้

หรือ..

-จ่ายสวน แทงไปยังช่องด้านหลังของกองหลังวูล์ฟตัวนี้ ในเส้นสีเหลืองยาวด้านบน มีช่องโล่งมากที่วานบิสซาก้าจะแทงให้ แดเนียล เจมส์ วิ่งขึ้นไปเอาบอลได้ในจุดนัดพบ (ทางวิ่งสีเขียว)

คือจะจ่ายให้ที่ตัวก็ไม่จ่าย หรือจะจ่ายแทงช่องให้เพื่อนวิ่งไปเอา ก็ไม่ทำ นี่ก็อีกครั้งที่AWB พลาดจ่ายเทิร์นโอเวอร์ด้วยตัวเอง ทำให้คู่แข่งได้บอลในจังหวะนี้ และจะพาบอลเล่นเกมสวนกลับแมนยูไนเต็ดทันที

แต่สิ่งที่แย่กว่าการจ่ายบอลเสียในช็อตนี้ คือปฏิกิริยาที่วานบิสซาก้าทำ ในภาพนี้

สังเกตประกอบภาพบนดีๆนะครับว่า บอลออกจากเท้าวานบิสซาก้าไปนานแล้ว ในจุดที่เขายืนอยู่ในสนาม พอเมื่อบอลจ่ายเสีย และคู่แข่งอย่างมาร์คาล ตัดบอลได้ในจังหวะนี้ที่แตะบอลยาวหนีผู้เล่นแมนยูไนเต็ดสองคนออกมา สิ่งที่วานบิสซาก้าแสดงออกมา หลังจากที่รู้ว่าตัวเองจ่ายบอลเสียแล้วก็คือ “ปล่อยจอย” ครับ ทิ้งจังหวะนี้เลย ไปย้อนดู Full Match นัดนี้จะเห็นชัดมากว่า พอเขารู้ตัวเองว่าจ่ายบอลเสียเสร็จ เจ้าตัวทำท่าเหมือนแบบ “เฮ่อ จ่ายพลาดว่ะ” แล้วก็ปล่อยคู่แข่งเลย เขาจะพาบอลไปสวนยังไงก็ไป 

แต่ที่ถูกต้องคือ นักเตะที่ทุ่มเท เมื่อพลาดในจังหวะแบบนี้ เขาจะต้อง “รีบ” ทันทีที่จะแก้ไขในสิ่งที่ตัวเองพลาด นักเตะที่ดีจะรีบสปีดไปตามไล่บอลคืนครับ แต่วานบิสซาก้าปล่อยเลยในจังหวะนี้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมา ให้สังเกตไปที่ “แดเนียล เจมส์” ในภาพข้างบนนี้ครับว่า พอเห็นเพื่อนจ่ายบอลเสีย และคู่แข่งตัดไปได้ ทันทีที่มาร์คาล แตะบอลจะกระชากหนี

น้องเจมส์ก้มหน้า และออกตัวกัดฟัน “สปรินท์” ไปไล่บอลในจังหวะนี้ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้คู่แข่งเล่นCounter-Attackใส่ทีมเราได้

ความแตกต่างชัดเจนครับ ดูปฏิกิริยาของเจมส์ กับ วานบิสซาก้า มันชัดเลยว่า ใครทุ่มเท ใครปล่อยจอย และใครที่น่าจะเป็นตัวปัญหาของวันนั้นในครึ่งแรกที่ทำให้ “เกมรุกฝั่งขวา” มีปัญหา..

ภาพมันฟ้องอยู่แล้วครับ และก็ไม่ได้มีแค่นี้ด้วย ยังมีอีกมากมายหลายๆครั้งที่แฟนบอลเห็นกัน แต่ไม่ได้แคปภาพมาให้เห็น โชคดีว่าเราสังเกตเรื่องนี้อยู่สักพัก และก็แคปมาได้ดังนี้อีกภาพในเกมลีกล่าสุด

ช็อตนี้ให้สังเกตดูที่ วานบิสซาก้า ในกรอบสีแดงแบบชัดๆเลยครับ นี่คือช็อตหลังจากที่เขาเป็นคน “เตะโด่งสาดบอล” ออกไปแล้ว แล้วดู “ภาษากาย” ที่เจ้าตัวแสดงออกมาให้เห็นสิครับ

นี่ภาพนิ่งนะครับ ภาพเคลื่อนไหวของจริงถ้าคุณเห็นจะหงุดหงิดกว่านี้อีก

เป็นอีกครั้งที่วานบิสซาก้า “ไม่โฟกัส” อยู่กับเกม หลังจากตัวเองเตะทิ้งออกไปเสร็จแล้ว ก็ไม่สนใจอะไรอีกเลย ทำการ “ปล่อยจอยเกม” อีกครั้ง ในขณะที่คุณผู้อ่านดูนักเตะคนอื่นๆในสนาม ทุกคนมีสมาธิ และจับจ้องไปที่บอลทุกคน ยกเว้นเขา ที่ทำเหมือนกับว่า งานตัวเองเสร็จแล้ว เตะออกไป กูปล่อยแล้ว

นอกจากจะไม่โฟกัสแล้ว มันคือการ “ไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเกม” อีกด้วย เพราะแม้จะเตะสาดไปแล้ว อย่างน้อยก็ควรที่จะเตรียมตัวให้พร้อม และติดตามการเล่นต่อว่า บอลที่ตัวเองเตะไป มันไปอยู่ตรงไหน มันจะออกข้างไหม หรือมันน่าจะเข้าเท้าคู่ต่อสู้

เพราะถ้าบอลมันเข้าเท้าคู่ต่อสู้ แล้วเขาได้บอลมาบุกใส่เรา วานบิสซาก้าก็จะไม่พร้อมเท่ากับคนอื่นๆที่จับจ้องมีสมาธิกับเกมอยู่ตลอด

การเตะทิ้งไปแล้ว และตัวเองไม่สนใจต่อ ไม่เอาอะไรแล้วแบบนี้ มันแสดงออกให้เห็นถึง “ความไม่ใส่ใจ” ในการเล่นอย่างชัดเจน

3. ไม่มีความทุ่มเท

สืบเนื่องมาจากข้อสอง มันคาบเกี่ยวกันอยู่กับปัญหาเรื่องที่ชอบปล่อยจอย หรือโยนเกมบ่อยๆเวลาที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองแล้วนั้น วานบิสซาก้ายังเป็นนักเตะอีกคนที่หลายๆครั้งดูเฉื่อยชา และไม่activeเท่าที่ควร ซึ่งจริงๆแล้วมันคือ “ความทุ่มเท” และความขยันในการเล่น (Work Rate) ที่เราพบเห็น และสัมผัสได้ว่า เขามีสิ่งนี้ไม่เต็มร้อย

เขาไม่ทุ่มเทเต็ม100%ในการเล่น และเป็นแบบนี้ให้เห็นหลายครั้ง ดังตัวอย่างข้างล่างนี้

นี่คือจังหวะที่แมนยูไนเต็ด เสียประตูตีเสมอให้นิวคาสเซิล 1-1 ในเกมคัมแบ็คของCR7 เกิดมาจากจังหวะที่อัลมิรอน ได้บอลยาวจากแดนหลัง แกะHigh Pressingของแมนยูขึ้นมาได้ และอัลมิรอน พลิกหนีลุคชอว์และมาติชในบริเวณนั้นได้ทีเดียวสองคน ก่อนจะมายกบอลหลบ แมกไกวร์ ได้อีกคนอย่างโคตรเทพเป็นคนที่3 ในจังหวะที่แมกไกวร์ผละจากตัวประกบมา และตัดสินใจเข้าเสียบเร็ว เพื่อตัดเกมโต้ของเขา แต่พี่แมกก็ยังช้าเกินไป 

สิ่งที่จะให้ดูคือ ไลน์การยืนของลุค ชอว์ กับ วานบิสซาก้า ตอนที่เห็นจังหวะนี้ ยืนเท่ากันเลยในไลน์สีแดง

แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ปฏิกิริยาตอบสนองต่อจังหวะนี้คือ ลุค ชอว์ สปีดอย่างเต็มกำลังอย่างเห็นได้ชัด เพื่อที่จะไล่บอลอัลมิรอนลงมา ในขณะที่ วานบิสซาก้า ก็วิ่งตามลงมาเช่นกัน แต่เห็นท่าทางเลยว่า “ไม่สปีดเต็มที่” วิ่งตามมาธรรมดาๆเลย ในขณะที่ลุคชอว์หวดเต็มที่ จนกระทั่งชอว์ วิ่งแซงวานบิสซาก้ามาหลายช่วงตัว และไล่ตามอัลมิรอนจนทันอย่างที่เห็นในภาพข้างล่างนี้

เห็นไหมครับ จังหวะนี้ ชอว์ขึ้นมาเท่ากับไลน์ของอัลมิรอน และวิ่งมาบังทางเล่นของเขาเอาไว้ได้แล้ว ในขณะที่ วานบิสซาก้า ยังวิ่งอยู่ด้านหลังอัลมิรอนอยู่เลย ไปดูไฮไลต์จังหวะเสียประตูนี้ก็ได้ จะเห็นชัดๆว่า ลุค ชอว์ทุ่มเทมากๆในการวิ่งตามมาช่วยบล็อคคู่แข่งในลูกนี้ เห็นชัดเจนว่า ทุ่มเทเต็มที่ แต่วานบิสซาก้าก็วิ่งประคองตัวเองลงมาเท่านั้น

ถามว่าทำไมถึงคิดว่าเป็นเพราะวานบิสซาก้าไม่ทุ่มเทในจุดนี้ มันเป็นเพราะช็อตต่อไป ก็คืออีกคำตอบเช่นกัน ที่แสดงให้เห็นว่า ระดับความทุ่มเทของAWB มันช่างต่างจากเพื่อนจริงๆ เพราะว่า “ลุค ชอว์” หลังจากที่ตามอัลมิรอนมาแล้วนั้น บอลถูกจ่ายไปให้แซงต์-แม็กซิแมง ตรงกลางได้ ซึ่งมีราฟาเอล วาราน คุมอยู่คนเดียว ตามในรูปนี้(กรอบสีเหลือง)

สิ่งที่ลุค ชอว์ ทำ หลังจากอัลมิรอน ถ่ายบอลไปแล้ว นั่นก็คือ พยายามที่จะวิ่งสปีดต่อไป เพื่อจะไปช่วย “ซ้อน” ให้วารานต่อ ในจังหวะที่วารานกำลังจะเจอสถานการณ์ 2 VS 1 ระหว่างเขากับ แม็กซิแมง+มานกีโญ่

สุดท้ายแล้ว วารานก็เข้าสกัดไม่ทันแม็กซิแมง และเป็นมานกิโญ่ที่ยิงเข้าไปในลูกนี้

แล้วให้ดูตำแหน่งครับ ว่าลุค ชอว์ ตามมาจนซ้อนวารานได้ทันในภาพนี้

นี่คือภาพที่ชัดเจนที่สุดว่า ลุค ชอว์นั้น ไล่บอลจน “สุดทาง” จริงๆ เขาไล่ไม่หยุด แม้ว่าบอลจะออกจากจุดที่ตัวเองรับผิดชอบไปแล้ว ก็ยังพยายามตามมาบล็อคมานกิโญ่ในจังหวะยิงอีก แต่มันไม่ทันจริงๆ เพราะเขาต้องออกสตาร์ทมาตั้งแต่กลางสนาม วิ่งไล่มาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าทุ่มเทมากแล้ว เพราะชอว์อัดสุดกำลังจริงๆตั้งแต่เริ่มสปรินท์ จนมาถึงช็อตที่โดนยิงเสียประตู

ส่วนวานบิสซาก้าในจังหวะนี้ไม่มีให้เห็นเลย

เพราะฉะนั้นในข้อ 3. นี้ จริงๆก็สามารถนับรวม และคาบเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการ “ปล่อยจอย” ได้ไม่ต่างกันเลยว่า ปัญหามันมาจากความทุ่มเทในการเล่นของเขามันไม่มีเลย เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เห็นข้อแตกต่างชัดเจน ไม่ว่าจะจาก แดเนียล เจมส์ หรือ ลุค ชอว์ ในสองช็อตดังกล่าว ยังไม่รวมถึงเพื่อนคนอื่นๆนทีมที่ดูทุ่มเท และแสดงความ “Active” ให้เห็นชัดมากๆ 

เราแทบสัมผัสไม่ได้เลยว่า นี่คือนักเตะคนที่ทุ่มเทมากในทีมเรา คนที่เราสัมผัสได้ในทีมว่าทุ่มเทจริงๆ คือพวกนักเตะอย่าง ลุค ชอว์ / บรูโน่ แฟร์นันด์ส / คาวานี่ / คริสเตียโน่ โรนัลโด้ / รวมถึง แดเนียล เจมส์ อดีตนักเตะเรา ก็ยังทุ่มเทกว่า

แม้กระทั่งมิดฟิลด์ที่หลายๆคนยี้อย่าง “เฟร็ด” ยังมีเลือดปีศาจแดงที่เข้มข้นกว่าเลย เพราะเฟร็ดมันก็ยังแสดงออกถึงความทุ่มเทมากกว่าวานบิสซาก้าอย่างเห็นได้ชัด..

4. เกมรับที่ดรอปลงไป

ข้อนี้คืออีกปัญหาที่แต่ก่อนมันไม่ใช่ปัญหา มันคือจุดแข็ง

เรามักพูดกันเสมอว่า AWB นั้น เกมรุกแย่มาก แต่ก็ยังมี “เกมรับ” ที่แข็งแกร่ง เป็นจุดแข็งให้กับตัวเองอยู่ นี่คือสิ่งที่ผ่านมา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า จุดแข็งที่เหมือนจะเคยมี อย่าง “เกมรับ” นั้นก็ดรอปๆลงไปด้วย ตั้งแต่เกมช่วงปรีซีซั่นที่ผ่านมา จนกระทั่งผ่านเกมลีกมา 4 นัด เกมยุโรปอีกหนึ่งนัด เห็นได้ชัดมากๆว่า เกมรับของวานบิสซาก้า ก็ไม่โดดเด่นเหมือนที่เคยเป็นมา

นอกจากจะไม่เด่นแล้ว ยังโดนคู่แข่ง “เผา” ได้ง่ายๆอย่างเห็นได้ชัด ไม่เหมือนซีซั่นก่อนที่ฟอร์มดีกว่านี้ และแทบจะไม่มีใครผ่านเขาไปได้ เรียกได้ว่าไม่มีเลยดีกว่า

สมัยก่อน นานๆทีนับครั้งได้เลยที่จะเห็นAWBโดนกระชากหนีไปได้ แต่ทุกวันนี้ ไม่ว่าใครก็กระชากหนีวานบิสซาก้าได้ ยกตัวอย่างเช่น เกมเจอวูล์ฟ เขาโดนอดาม่า ตราโอเร่ เผาซ้ำแล้วซ้ำอีก แบบที่ไม่สามารถต้านทานได้เลย

อ่ะ.. ในเคสนี้ยกประโยชน์ให้จำเลย(AWV)ได้ ถ้าจะถือว่า อดาม่า ตราโอเร่ มันเป็นสิ่งมีชีิวิตที่เราไม่รู้จักมาก่อน(ฮา) ทั้งเร็วทั้งแข็งแบบเว่อร์ๆ เพราะฉะนั้น เอาตัวเทพอย่างอดาม่าไม่อยู่ ถือว่าไม่แปลก ไม่ผิดอะไรมาก

แต่หลังจากนั้นมา เขาก็ยังโดนสองนักเตะของนิวคาสเซิลเผาอีก ไม่ว่าจะเป็น อัลมิรอน หรือ แซงต์-แม็กซิแมง รวมถึง โชเอลลิงตันด้วย

ทุกวันนี้วานบิสซาก้าสกัดปีกคู่แข่งแทบไม่อยู่เลย ไม่เห็นการเข้าเสียบสกัดที่แม่นยำอีกต่อไป โดนกระชากหนีง่ายๆ

เรื่องตรงนี้มีสถิติวิเคราะห์ยืนยัน ในเรื่องของ เปอร์เซ็นต์การแทคเกิลใส่ตัวเลี้ยงบอลสำเร็จ (percentage of dribblers tackled) เชื่อหรือไม่ว่าตอนนี้ 4นัด วานบิสซาก้ายังเป็น “0%” อยู่เลย จากการพยายามเข้าแทคเกิลใส่ตัวเลี้ยงบอล 2 ครั้ง และไม่สำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว (สำเร็จ “0 ครั้ง”) ซึ่งก็คือ ทำสำเร็จ 0% นั่นเอง

ข้อนี้คงชัดเจนยิ่งกว่าอะไร เพราะสถิติที่เป็นfact มันฟ้องขนาดนี้

ถ้านั่นยังไม่สะใจ เพราะจำนวน n ยังน้อยอยู่ (แค่สองครั้ง) มันยังวัดอะไรไม่ได้ อ่ะ อันนี้ก็จริง

แต่..

ยังมีสถิติอื่นอีก เช่น การเข้าtackle แบบปกติ (เข้าปะทะ) ในลักษณะที่ไม่ใช่ตัวเลี้ยงบอล แต่เข้าปะทะในจังหวะต่างๆ จาก 4 นัด วานบิสซาก้าแทคเกิลไปทั้งหมด 7 ครั้ง น่าเหลือเชื่อที่ชนะไป “3 ครั้ง” เท่านั้นเอง ไม่ถึงครึ่ง ทั้งที่เมื่อก่อน แทคเกิลชนะแทบจะตลอด รวมถึงการตัดบอลอย่าง Interceptions

นอกจากนี้ %การเพรสซิ่งสำเร็จก็ยังต่ำมากๆ เพรสซิ่งไปทั้งหมด 37 ครั้ง สำเร็จเพียง 10 ครั้งเท่านั้น คิดเป็น 27% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำจริงๆถ้าเทียบกับสถิติของกองหลังคนอื่นๆทั่วไป

ถ้าเท่านี้ยังไม่สะใจพอ มีเรื่องน่าตกใจกว่านั้นอีก นั่นก็คือ การขึ้นดวลลูกกลางอากาศกับคู่แข่ง

ปีที่แล้วเฉลี่ยทั้งซีซั่น 2020/21 เขาขึ้นดวลลูกกลางอากาศกับคู่แข่ง 81 ครั้ง ชนะไป 46 ครั้ง คิดเป็น Aerial Duel Won % อยู่ที่ “56.7%” คิดง่ายๆก็คือ ขึ้นดวลลูกโหม่ง อย่างน้อยๆก็ชนะคู่แข่งแบบครึ่ง-ครึ่ง เกินครึ่งมานิดหน่อยด้วย

แต่ปีนี้ สิ่งที่คุณรู้แล้วจะตกใจก็คือ 4นัดที่ผ่านมา Aerial Duel Won % ของอารอน วานบิสซาก้า เท่ากับ “0.00%” !!!

ดวลลูกกลางอากาศ (Aerial Duels) ทั้งหมด “6 ครั้ง” และ วานบิสซาก้า “แพ้ทั้ง 6ครั้ง” (ชนะ 0) เปอร์เซ็นต์มันถึงเป็น 0.00% อย่างที่เห็นนี่เอง

โอเค มันอาจจะเป็นการเขียนให้ดูเว่อร์ไปหน่อย เพราะเพิ่งแข่งมา4นัด และขึ้นดวลลูกโหม่งแค่ไม่กี่ครั้ง เปอร์เซ็นต์มันเลยออกมาต่ำ

แต่การขึ้นดวลลูกกลางอากาศ 6 ครั้ง แล้วแพ้ทั้ง 6 ครั้งเลย น่าตกใจมากนะครับ สถิติตรงนี้ แปลว่าคุณขึ้นแย่งโหม่งแพ้คู่แข่งทุกครั้ง ไม่ชนะเลย ทั้งๆที่ปีก่อน ก็ยังพอจะกล้อมแกล้มเอาอยู่บ้าง เพราะอย่างน้อยก็ชนะตั้งครึ่งนึง (56.7%)

น่าเป็นห่วงมากนะครับแบบนี้ และสถิติจริงเหล่านี้ก็ไม่หลอกใครแน่นอน

ดังนั้นแล้ว นี่ถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญมาก เพราะความสามารถที่เคยเป็นจุดแข็งของตัวเองมาตลอดอย่างเกมรับนั้น ปีนี้ก็ยังไม่เห็นแบบชัดๆเลยใน “ภาพรวม” ของแต่ละนัดว่า วานบิสซาก้าจะมีเกมรับที่โดดเด่น มีน้อยมากๆ ในขณะที่เกมรุก ไม่ต้องพูดถึง ทำอะไรให้ทีมไม่ได้เลย และยังพลาดทำเกมรุกฝั่งขวาติดขัดอีก คือต่อให้เอาซานโช่มาเล่น ซานโช่ก็ต้องเล่นด้วยตัวเองอยู่ดี เพราะการเติมเกมของวานบิสซาก้ามีปัญหามากเหลือเกิน

ยกตัวอย่างเช่นภาพข้างล่างนี้

ช็อตนี้เป็นช็อตที่ บรูโน่ได้บอลแล้วไม่สามารถจะเปิดให้ใครได้เลย เพราะไม่มีคนวิ่งทำทางให้เขาสักคน ด้านใน แดเนียล เจมส์ก็ทำท่ายึกยักๆ ไม่ยอมวิ่งสักที สุดท้ายก็จ็อกๆช้าๆ ไม่วิ่งทำทางให้เปิดบอลหนีแผงหลังเข้าไปยิงได้

ส่วนทางขวา อารอน วานบิสซาก้า ก็วิ่งทำทางให้บรูโน่ไม่ได้เหมือนกัน ไปวิ่งชนคู่แข่ง แล้วก็ยึกยักๆอยู่ตรงนั้นเหมือนกันในภาพนี้ (ตัวด้านบนทางขวา ที่อยู่ใกล้ๆบรูโน่) แทนที่จะวิ่งขึ้นขวาไปเลย เพื่อเป็นทางเลือกให้บรูโน่ไหลออกขวาได้ และเพื่อดึงตัวประกบด้านหน้าบรูโน่ให้โล่ง

แต่วานบิสซาก้า ก็ไม่วิ่ง ทำยึกยักๆ จนสุดท้ายทีมเสียบอล

5.เบสิคการเล่นที่ไม่ดีพอ

ทั้งหมดที่เขียนมานี้ เป็นเพียงตัวอย่าง 4 ข้อใหญ่ๆของภาคการเล่นที่มีปัญหาของ อารอน วานบิสซาก้าเท่านั้นเอง ยังไม่รวมเรื่องอื่นๆที่เขาทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งเรื่องของการเล่นที่ไม่ค่อยมีสมาธิ ไม่โฟกัส และเล่นไม่ละเอียด ไม่ระมัดระวังเท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้เกิดเนื่องมาจากสกิลพื้นฐาน และทักษะฟุตบอลค่อนข้างต่ำมาก

พูดง่ายๆคือ มันเป็นปัญหาของเบสิคการเล่นที่ไม่ดีพอ

อย่างที่เคยนำเสนอเอาไว้ว่า พื้นที่ริมเส้นตรงกลางสนาม คือจุดอ่อนของวานบิสซาก้าจริงๆ เพราะเนื่องจากไม่มีทักษะที่ดีพอในการเล่นกับบอลกลางสนามได้ ซึ่งต้องเจอกับคู่แข่งอยู่ตลอด ทำให้เขาไม่สามารถเอาตัวรอดจากพื้นที่ตรงกลางได้เป็นประจำ จนทำให้ต้องคืนหลังให้เพื่อนโดนบีบ หรือจ่ายขึ้นหน้าให้ปีกผิดๆถูกๆจนโดนสวนกลับ

นี่คือพื้นที่ถนัดของวานบิสซาก้า ก็จะเห็นชัดเจนว่า พื้นที่ที่เขาเล่นได้แย่ที่สุดและต้องการพัฒนาและปรับปรุง คือพื้นที่ริมเส้นฝั่งขวาในบริเวณกลางสนาม (Middle Third) คือจุดอ่อนมากๆของเขา(สีแดงเข้ม)

พื้นที่ตรงกลางสนาม เป็นพื้นที่ที่ต้องพึ่งพาทักษะการเล่นสูง ในแบบของพวกมิดฟิลด์ที่เบสิคดีๆ เพื่อที่จะเอาตัวรอดให้ได้ เพราะเป็นแอเรียที่จะต้องมีการเข้าบีบ เข้าปะทะ และสู้กันตลอด เนื่องจากคู่แข่งก็คงไม่ปล่อยให้เราเล่นได้ง่ายๆแน่

แต่วานบิสซาก้า ทักษะสกิลและเบสิคต่ำมากจริงๆ จนไม่สามารถเอาไปใช้งานอะไรได้ ไม่ว่าจะเป็นการพาบอลเอาตัวรอดด้วยตัวเองกลางสนาม เวลาโดนเพรส หรือสกิลในการใช้เอาไปเล่นเกมรุกให้กับทีม ก็ไม่มีเช่นกัน

เบสิคบางอย่างง่ายๆอย่างการคอนโทรลบอล ก็มีปัญหาเช่นกัน และมันเพิ่งเกิดให้เห็นสดๆร้อนๆ ในแมตช์อัปยศที่เราบุกไปแพ้ BSC Young Boys 2-1  เมื่อวันก่อนที่ผ่านมานั่นเอง

จากความไม่ละเอียด และเบสิคฟุตบอลที่ต่ำ ทำให้จับบอลพลาด และตามไปเข้าแย่งบอลอย่างไม่ระมัดระวัง จนกลายเป็นไปเหยียบใส่คู่แข่งแบบเต็มๆ จนสุดท้ายโดนใบแดงตรง ถูกไล่ออกจากสนามทำให้ทีมเหลือ10คนในที่สุด จนเราเล่นกันลำบาก ทั้งๆที่ควรชนะและเก็บสามแต้มได้สบายๆ จากทีมที่ต่ำชั้นกว่ามากๆอย่างยังบอยส์ แต่ต้องมาเหลือสิบคนเช่นในจังหวะนี้

ผลของการเหลือสิบคน ทำให้ทีมลำบาก และต้องปรับเปลี่ยนแผนการเล่นทันทีด้วยการถอดตัวรุกออก และส่งแบ็คขวาสำรองอย่าง ดิโอโก้ ดาโลต์ ลงสนามมาแทน ทำให้ทีมเราเล่นเกมได้ยากขึ้น

เราอาจพูดไม่ได้ว่า เพราะใบแดงของAWB ทำให้ทีมแพ้ในนัดนี้ มันไม่ใช่ความผิดเขาคนเดียว แต่ใบแดงนี้ทำให้เกิด “ผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่” ที่ทำให้ทีมงาน และโซลชา แสดงให้เห็นจุดอ่อนเรื่องของ “วิธีคิด” ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าออกมา กลายเป็นว่าเปลี่ยนไปอุดประตูแทนทันที เพื่อจะรักษาสกอร์ 0-1

ซึ่งเอาจริงๆแล้วในแง่ของความคิด มันก็ไม่ถึงกับผิดอะไรมากที่จะเน้นป้องกันให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ผิดคือ หลังจากวานบิสซาก้าโดนแดงไป โอเล่ก็ไม่คิดที่จะทำการเล่นของทีมให้มันสู้กับยังบอยส์อีกเลย มีแต่ความคิดที่จะอุดรักษาสกอร์อย่างเดียว ทั้งๆที่ศักยภาพนักเตะเหนือกว่ามากๆ และ10คนถ้าจัดดีๆก็ยังดีพอจะบวกสกอร์ใส่ยังบอยส์ได้เป็น 0-2 ด้วยซ้ำ

แต่ยิ่งเล่นยิ่งอุด พอโดนตีเสมอ แทนที่จะพยายามทำให้รูปเกมดีขึ้นบ้าง กลับถอดตัวความหวังยิงประตูออก และอุดมากกว่าเดิมจนทำให้แฟนผีส่วนใหญ่ทั้งโลกมองเห็นปัญหานี้กันหมด สุดท้ายความกลัวเกินเหตุก็ทำให้ทีมพลาดจริงๆจากลินการ์ดที่จ่ายบอลเสียอย่างที่ทราบกัน

เราจะไม่พูดถึงเรื่องวันนั้นมากไปกว่านี้อีกแล้ว เพราะแค่นั้นแฟนผีก็เจ็บปวดใจกันพอแล้ว แค่จะยกตัวอย่างมาให้เห็นเท่านั้นว่า ปัญหาการเล่นของ วานบิสซาก้า ในหัวข้อเรื่อง เบสิคฟุตบอลต่ำนั้น มันทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้นในสนามจากตัวเขาเองที่เล่นกับฟุตบอลได้แย่ และขาดความระมัดระวังอย่างแรง จนโดนใบแดง ทำให้ทีมเสียหายค่อนข้างมาก ในเกมที่ควรจะ3แต้มเช่นนี้ เพราะ “ความผิดพลาดส่วนตัว” เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความพ่ายแพ้ในวันนั้น อันเกิดมาจากเขานั่นเอง

ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของ “ปัญหา” ของวานบิสซาก้า ที่เริ่มที่จะซุกเอาไว้ใต้พรมไม่มิดอีกต่อไป และมันทวีคูณปริมาณความผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆมาหลายต่อหลายนัด จนมาพีคนัดยังบอยส์นี่เอง เราจึงไม่สามารถซุกทำเป็นลืมๆมันได้อีกต่อไป

คำถามสำคัญก็คือ นอกจากการชี้ให้เห็น และตำหนิแล้ว เรายังทำอะไรกับเรื่องนี้ได้อีก? เราจะแก้ไขปัญหายังไงบ้าง

สิ่งแรกเลยก็คือ เรามาดู ต้นตอของปัญหากันก่อน ว่าทำไม วานบิสซาก้าถึงฟอร์มการเล่นแบบนี้ ซึ่งมันย่ำแย่มากจนไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเซาธ์เกตถึงไม่เลือกไปติดทีมชาติอังกฤษ เพราะความสามารถของเขามันไม่เพียงพอจริงๆ การเล่นยังแย่อยู่มาก ในขณะที่มีแบ็คขวาที่เล่นดี และ “สมบูรณ์แบบ” มากกว่าเขาอีกหลายๆคน ทำให้ข้อแตกต่างตรงนี้มันเห็นชัดเจน

ต้นตอของฟอร์มการเล่นที่ไม่ดีของAWB มีสองประเด็นสำคัญ นั่นก็คือ

-ระดับความสามารถของนักเตะ

สกิลของเขามีเพียงเท่านี้จริงๆ แฟนผีทราบกันดีอยู่แล้วตั้งแต่ได้ตัวมาว่า เขาเก่งเรื่องอะไร อ่อนเรื่องอะไร เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้นๆ

วานบิสซาก้าจริงๆก็อยู่ในช่วงที่พยายามพัฒนาอยู่ ซึ่งท้ายๆซีซั่นก่อน เราก็พอจะมองเห็นบ้างว่า เกมรุกของเขาดูเหมือนจะดีขึ้น ในยามที่ดันเกมขึ้นไปสูงจนถึงพื้นที่สุดท้ายของFinal Third ทางฝั่งขวา กับการเล่นจังหวะสุดท้าย

ปีก่อน ดูเหมือนว่าเกมรุกจะดีขึ้น แต่ปีนี้ตั้งแต่เริ่มต้นมา 5 เกมจริง รวมไปถึงเกมปรีซีซั่น สิ่งดีๆเหล่านั้นในตัวเขาหายไปแทบจะหมดเกลี้ยง เกมรุกก็หายไป เกมรับก็แย่ลงอีก ทำให้ดูเหมือนว่าระดับความสามารถจะต่ำลงไปกว่าปีก่อน

-การไม่มี “ตัวสำรองแบ็คขวา” ไว้กดดันตำแหน่ง

ประเด็นนี้สำคัญมากๆ ในสองแง่มุม สองความหมาย และเป็นสิ่งที่ทีมเราขาดมาตลอด นั่นก็คือ “แบ็คอัพสำรองของตำแหน่งแบ็คขวา” ทีมเราไม่มีคนสำรองให้วานบิสซาก้ามานานมากแล้ว

แบรนดอน วิลเลียมส์? เจ้าหนูพันธุ์ดุ “รถถังลาวา” รายนี้ แม้ว่าปีก่อนจะได้รับมอบหมายให้เป็นสำรองแบ็คขวาก็จริง แต่ถามว่า ถึงเวลาจริงๆ แบรนดอน ดีพอ หรือเล่นได้รึยัง คำตอบก็คือ ยัง เพราะเขายังอยู่แค่ระดับดาวรุ่งที่ยังไม่มีประสบการณ์เกมจริงมากนัก ดังนั้น แบรนดอนอยู่ในสถานะที่ ไม่ใช่ “ตัวสำรองที่แท้จริง” ของตำแหน่ง RB ซะด้วยซ้ำ

เป็นแค่แบ็คอัพเผื่อลงมาทดแทน นานๆทีเท่านั้นเอง แต่ถ้าเป็นเกมสำคัญๆ โอเล่ไม่ใช้แบรนดอนเลย และก็ใช้AWBลงสนามตลอดแทบทุกเกม

ดังนั้น เราจึงอยู่กันแบบไม่มีตัวสำรองRBเลยสักคนเดียว

สิ่งนี้แปลว่าอะไร? มันหมายความว่า อารอน วานบิสซาก้า เป็น “เจ้าของสัมปทาน” แบ็คขวา คนเดียวโดดๆ ไม่มีใครแย่งตำแหน่ง

ไม่มีใครมากดดันว่า จะสามารถแย่งตำแหน่งไปจากเขาได้

เมื่อมันเป็นแบบนั้นนานขึ้นๆ จึงเริ่มกลายเป็นความเคยชินว่า เขาได้ลงสนามแน่นอน ไม่มีใครจะมาแย่งตำแหน่งเขาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฟอร์มการเล่นจึงไม่เต็มที่ เพราะไม่มีแรงกดดันใดๆทั้งสิ้นในการได้ลงสนามเป็น11ตัวจริงทุกนัด

การพัฒนาตัวเองที่ควรมีมากกว่านี้ จึงไม่เกิดขึ้น เพราะอยู่ใน “Safe Zone” ตลอดเวลาว่า ทีมไม่มีRBอีกตัวหนึ่ง และเขาจะได้รับการส่งลงสนามตลอดเวลา

นี่คือเหตุผลในเชิงจิตวิทยาเน้นๆ ที่ส่งผลต่อการกระทำ และการพัฒนาตัวเองของนักเตะอย่างชัดเจน เพราะเรามีเคสเปรียบเทียบกันของ “อเล็กซ์ เตลีส” ที่ย้ายทีมเข้ามาในปีที่แล้ว ในฐานะแบ็คซ้ายคนใหม่ ที่อาจจะเข้ามาแย่งตำแหน่งชอว์ได้เลย และจะได้โควตาลงสนามสลับกันแน่นอน

แต่การมีเตลีส เข้าทีมมา ส่งผลตรงกันข้าม ทำให้ลุค ชอว์ ฟอร์มโหดขึ้นแบบคนละคน และถีบตัวเอง อัพเกรดตัวเองกลายเป็นแบ็คซ้ายที่สามารถพูดได้ว่าเป็น “LB เบอร์หนึ่งของพรีเมียร์ลีก” ยังว่าได้ จากผลการสร้างสรรค์เกมรุกที่สูงที่สุดในหมู่นักเตะกองหลังเมื่อปีที่แล้ว

การเล่นของชอว์ก็เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนไม่ค่อยเห็นลูกครอส พอมีเตลีสเข้ามา ลุค ชอว์ก็เริ่มครอสบอลมากขึ้นกว่าเดิมแบบชัดเจนมากๆ หากใครติดตามอยู่ตลอด  ไม่ว่าจะ early cross ก็มี drill cross ก็มี ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทีมและแฟนบอลคาดหวังจากการซื้อ อเล็กซ์ เตลีส ว่าจะเข้ามาช่วยทีมเล่นลูกครอสได้

ไปๆมาๆ กลายเป็นลุค ชอว์ ที่เปิดตาที่สาม เรียกสกิลนี้มาใช้งานได้เฉยเลย ทุกวันนี้กลายเป็นตัวครอสบอลจอมแม่นอันดับหนึ่งของแมนยูไนเต็ด และทีมชาติอังกฤษไปแล้ว

นี่คือผลของการมีนักเตะดีๆมากดดันตำแหน่งอย่างชัดเจน เพราะหากลุค ชอว์ ไม่พัฒนาตัว เขาก็จะต้องเสียตำแหน่งให้กับอเล็กซ์ทันที เพราะนั่นก็ดีกรีระดับสุดยอดเหมือนกัน มาในฐานะกัปตันปอร์โต้ด้วยซ้ำ

แต่การมี “ตัวสำรอง” ไม่ได้มีผลดีทั้งในแง่การกดดันตำแหน่งอย่างเดียว แต่ยังช่วยเรื่องการ “rotation” ลงสนาม ทำให้นักเตะตัวจริงในตำแหน่งนั้นๆได้รับการสลับ สับเปลี่ยนลงสนาม เพื่อที่ตัวจริงคนนั้นจะได้ “พัก” แบบเต็มๆ ทำให้เขามีร่างกายที่สดอยู่เสมอ ไม่บาดเจ็บง่ายๆเหมือนเมื่อก่อน เป็นเพราะว่ามีสำรองคอยผลัดเวรกันลงสนามนั่นเอง

เรียกว่าดีทั้งสองต่อ ในด้านฝีเท้าที่พัฒนา และความสดของร่างกายที่เต็มที่ตลอด เนื่องจากไม่ต้องลงต่อเนื่องคนเดียว บาดเจ็บขึ้นมาก็เล่นแทน

นั่นคือสถานการณ์ของแบ็คซ้าย และตำแหน่งอื่นๆ แต่ไม่ใช่กับ “แบ็คขวา” ของวานบิสซาก้า ที่ไม่มีตัวสำรองตรงนี้

อย่างที่อธิบายไปแล้วว่า เราไม่สามารถนับแบรนดอน เป็นสำรองแบ็คขวาได้เลย เพราะฉะนั้นเท่ากับว่า ซีซั่นที่ผ่านมาสองปี เราใช้งาน อารอน วานบิสซาก้า ในฐานะ แบ็คขวาตัวจริงของทีม คนเดียวโดดๆมาตลอด แบบที่ไม่มีตัวสำรองที่แท้จริง คอยสลับไว้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าเขา

ส่งลงไปเล่นแทนได้ กับส่งลงไปเล่นแทนแล้วดี มันต่างกันนะครับ

เพราะงั้น เมื่อวานบิสซาก้า ไม่มีตัวสำรองแบ็คขวา เกิดอะไรขึ้น? นั่นก็คือ ข้อดีดังกล่าวทั้งสองข้อของการมีตัวสำรองกดดันตำแหน่ง ก็จะไม่เกิดขึ้นเลย

วานบิสซาก้าไม่พัฒนาขึ้นมากพอ เพราะไม่มีใครกดดันจะแย่งตำแหน่ง


ประเด็นนี้สำคัญขนาดไหนก็ถามชอว์ดู หรือถ้ายังเห็นภาพไม่ชัด ไปถาม “ดาวิด เดเคอา” ก็ได้ ว่าโดนดีน เฮนเดอร์สัน กดดันขนาดต้องตกลงไปเป็นตัวสำรองนั่งดูเพื่อนเล่นซะด้วยซ้ำ

เห็นไหมครับว่ามันสำคัญ แล้วทุกวันนี้เป็นยังไง เราได้ลุค ชอว์ ในร่าง Ultra Instinct ฟอร์มพีคต่อเนื่องยาวมาเป็นปีๆไม่มีหยุด / เราได้ ดาวิด เดเคอา ในร่างNEOหยุดกระสุน โคตรซุปเปอร์เห้งเจียกลับมาเข้าทรงอยู่ในร่างของลามะอีกครั้งอย่างที่เห็นๆกัน

แต่วานบิสซาก้าไม่มีสิ่งนั้นเลย ไม่พัฒนา แถมยังดูจะถอยหลังลงคลองไปซะอีก ณ ตอนนี้

แถมนอกจากนี้ เมื่อไม่มีตัวสำรองที่ไว้ใจได้มากพอลงแทนในปีก่อน ทำให้ วานบิสซาก้า ต้องรับผิดชอบลงตำแหน่งนั้นคนเดียวยาวๆต่อเนื่องแทบทุกนัด แบบไม่มีตัวเปลี่ยน ที่ทีมโค้ชไว้ใจจะให้ลงไปเล่นแทนบ้าง

ผลก็คือ ร่างกายของAWBที่ลงต่อเนื่องกันแทบทุกนัด ก็เกิดปัญหาความล้าตามมา

ความสดของร่างกายไม่เต็มที่ เนื่องจากต้องลงสนามแบบไม่มีคนช่วยลงไปเล่นในบางเกม ลงเล่นคนเดียวต่อเนื่องกันแทบทุกนัดแบบไม่มีคนเปลี่ยน ร่างกายมันก็ใช้ประสิทธิภาพได้ไม่เต็มที่ และ “กรอบ” ในที่สุด

เพราะงั้น จะไม่น่าแปลกใจอะไรเลย ถ้าเขาฟอร์มตกเช่นนี้ สาเหตุสำคัญอีกเรื่องนึงก็เป็นเพราะ การที่ทีมไม่มีแบ็คอัพ ที่ดีพอจะมากดดันแย่งตำแหน่งเขาได้ รวมถึงไม่มีคนเปลี่ยนตัวให้พักด้วย

แต่ปีนี้ต่างออกไปแล้ว เพราะว่า “ดิโอโก้ ดาโลต์” ได้กลับมาอยู่กับทีมอย่างเต็มตัวเรียบร้อย และกลายเป็นคนสำคัญของทีมด้วย ที่ต้องรับภาระเป็นแบ็คอัพของทั้งแบ็คซ้าย และแบ็คขวา

เนื่องจากเจ้าตัวเล่นได้ทั้งสองฝั่งซ้ายขวา จึงสแตนด์บายเผื่อ “ลุค ชอว์” ได้ด้วย ในยามที่อเล็กซ์ เตลีส บาดเจ็บ และยังไม่ฟิต

ปีนี้เรามีดาโลต์เข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้น เขาคือ “ตัวแปรสำคัญ” มากๆในการที่จะแก้ไขปัญหาฟอร์มตกของ อารอน วานบิสซาก้าได้

อยู่ที่ดาโลต์เป็นหลักๆ ที่จะต้องอัพเกรดตัวเองให้มากๆ เพื่อมาแย่งตำแหน่งจากวานบิสซาก้าให้ได้ และอย่าทำตัวเป็นเหมือนแค่สำรองของ AWB อย่างเดียว

ดาโลต์จะต้องพยายามแย่งตำแหน่งให้ได้ด้วย แล้วจะเกิดการแข่งขันกันที่ทำให้คุณภาพมันสูงขึ้น เหมือนที่ตอนนี้ แนวรุกของทีม แทบไม่มีที่จะลง ใครอยากลงต้องฟอร์มดีจริงๆเท่านั้น ซึ่งมันทำให้เกิดการพัฒนาและการแข่งขันขึ้น

การโดนใบแดงครั้งนี้ของวานบิสซาก้า ส่งผลให้โอกาสตกมาอยู่ที่ดาโลต์เต็มๆ โดยเฉพาะในUCLรอบแรก ในอีก3นัดข้างหน้านี้โดยประมาณ ที่อาจจะไม่ได้ใช้งานวานบิสซาก้า ลงในถ้วยUCL ดังนั้นดาโลต์คงจะได้โอกาสโชว์ฝีเท้ามากขึ้น

ถ้าเขาทำงานได้ดี ก็มีโอกาสเหมือนกันที่จะมาแย่งตำแหน่งในการลงเล่นพรีเมียร์ลีกของวานบิสซาก้าได้อีกต่อหนึ่ง

เพราะฉะนั้น คนสำคัญมากที่สุดอีกคน ก็คือ ดิโอโก้ ดาโลต์ นี่เอง ที่จะมาช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการ “แก้ปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่น” ของวานบิสซาก้าได้

ที่เราเขียนมาขนาดนี้ เพราะเรายังคง “หวัง” อยู่ ว่าวานบิสซาก้าจะพัฒนาตัวให้มากกว่านี้ เพราะอายุยังน้อย ยังพัฒนาและลงเล่นได้อีกหลายปี

ในขณะที่ ตัวของAWBนั้น ก็ยังมีพิษสง มีความสามารถที่น่าทึ่งอยู่ในตัวเช่นเคย อย่างเช่นจังหวะเซฟบนเส้นในเกมเจอวูล์ฟ ซึ่งตรินเกานั้น ยิงผ่านเดเคอามา และกำลังจะเป็นประตูอยู่แล้ว

แต่อารอน วานบิสซาก้า กลับวิ่งมาสไลด์ได้อย่างไม่น่าเชื่อในจังหวะนี้ ก่อนที่จะได้ แดเนียล เจมส์ สปีดลงมาจากกรอบเขตโทษคู่แข่ง จนตามมาซ้อนAWBได้ทันอีกหนึ่งต่อ ในจังหวะข้างล่างนี้

หลังจากที่ทุกท่านอ่านบทความนี้จบแล้ว คงจะมองเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่า นี่คือปัญหาที่เรามองข้ามไม่ได้ สำหรับการที่อารอน วานบิสซาก้า ฟอร์มตกอยู่ในขณะนี้ อย่างที่เราเห็นกัน

“มันอยู่ใต้พรม” มาเป็นเวลานาน แต่เมื่อไม่มีสิ่งใดปกคลุมเบี่ยงเบนความย่ำแย่ในภาคการเล่นของเขาได้อีกต่อไป เมื่อเกมรับที่เคยมี ก็หดหายไปหมด ดังนั้น จุดอ่อนที่มี จึงเผยออกมาชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ และเราก็ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะความย่ำแย่ตรงนี้ส่งผลกระทบกับทีมเยอะ ทั้งการทำเกมรุกเสีย ที่ส่งผลทำให้ “ปีกขวา” ไม่ว่าจะเป็นใครที่มาเล่นกับเขา ก็พาลฟอร์มตกไปด้วย

ตลาดนักเตะซัมเมอร์ที่ผ่านมา เราคงจำกันได้ว่า ยูไนเต็ดมีข่าวแรงกับ คีแรน ทริปเปียร์มากๆ ตอนนี้ทุกคนคงจะเข้าใจกันสักทีว่า ทำไม แมนยูไนเต็ด ถึงต้องพยายามเซ็นทริปเปียร์มาให้ได้ ทั้งที่มีวานบิสซาก้าแล้ว

มันเป็นเพราะแบบนี้แหละครับ คุณภาพการเล่นที่ย่ำแย่จากการไม่มีตัวกดดัน ไม่มีคนแบ่งเบาภาระ ทำให้เราจำเป็นต้องหาแบ็คขวาใหม่ที่ดีกว่านี้

หากไม่อยากโดนดาโลต์แย่งตำแหน่ง หรือปีหน้าเขาซื้อแบ็คขวาตัวใหม่เข้ามาแย่งตำแหน่ง อารอน วานบิสซาก้า ก็ต้องปรับปรุงการเล่นให้ดีกว่าทุกวันนี้เท่านั้นถึงจะอยู่รอด

และถ้าทำได้ มันก็เป็นสิ่งดีของทีมด้วยที่จะมีแบ็คขวาดีๆกับเขาบ้าง เพราะเกมฟุตบอลสมัยนี้ แบ็คสำคัญกับทีมมากในระดับปีกตัวทีเด็ดเลย

หวังว่าจะรีบพัฒนาฟอร์มตัวเองกลับมา และได้รับบทเรียนราคาแพงจากการเล่นที่ไม่ระมัดระวัง จนทำให้ตัวเองพลาดเสียใบแดง และทีมแพ้ในที่สุด

นอกจากตัวกดดันตำแหน่งแล้ว “บทเรียนจากความผิดพลาด” ครั้งนี้แหละครับ ที่จะทำให้เขาพัฒนาได้

คนแบบวานบิสซาก้าคงต้องเจอยาแรงๆเท่านั้น ถึงจะพัฒนาได้จริงๆ

-ศาลาผี

References

https://sportsextral.com/never-compare-aaron-wan-bissaka-with-reece-james-see-their-statistics-so-far-this-season/

https://fbref.com/en/players/9e525177/Aaron-Wan-Bissaka


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com