Tactical Analysis : “ฝูงกองหน้ามหาประลัย” สูตรประจัญบานแม่ทัพ CR7


นี่คือบทวิเคราะห์ถึงแทคติกกลยุทธ์การใช้งาน "ทัพกองหน้ามหาประลัย" ของปีศาจแดง เพื่อถล่มคู่แข่งให้ราบเป็นหน้ากลอง ด้วยการนำของหัวหน้าหน่วยทะลวงฟัน "คริสเตียโน่ โรนัลโด้"

การย้ายกลับมาสู่ถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ดของคริสเตียโน่ โรนัลโด้อีกครั้ง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจอย่างมากให้กับบุคลากรที่สโมสร, เหล่านักเตะในทีมชุดปัจจุบัน และแฟนบอลปีศาจแดงทั่วโลก ในการกลับมาครั้งนี้

โรนัลโด้จะนำเอา “จิตใจแห่งผู้ชนะ” (Winning Mentality) กลับมาสู่ทีมมากยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมแบบทวีคูณ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ทีมเราเริ่มที่จะมีนักเตะแบบนี้เพิ่มมากขึ้นในทีม อันจะเห็นpassionและความทุ่มเทได้จาก “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ที่เข้ามาเติมความกระหายให้กับทีมอย่างมาก

เมื่อรวมกับนักเตะคนอื่นๆที่มีจิตใจดังกล่าวนี้ ไม่ว่าจะเป็น เอดินสัน คาวานี่, เมสัน กรีนวู้ด หรือ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็ทำให้ทีมดูจะมีพลังในการเล่น และสร้างผลงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ ในยุคของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา

แต่ก็ดูเหมือนว่าทีมยังต้องการสิ่งนี้อีก

เพราะนักเตะส่วนใหญ่บางคนยังแสดงออกมาไม่ชัด หรือยังไปไม่สุดนั่นเอง ซึ่งนั่นทำให้ศักยภาพในตัวนักเตะถูกดึงออกมาใช้ไม่หมด ซึ่งสำหรับฟุตบอลแล้ว “ใจ” สำคัญไม่แพ้กับทักษะสกิลทางฟุตบอลเลย

การมีคริสเตียโน่ โรนัลโด้เข้ามา จะเพิ่มความกระหายชัยชนะของทีมเพิ่มมากขึ้นแน่ๆ ทั้งยังเป็นขวัญกำลังใจให้กับนักเตะหลายๆคนที่มีเขาเป็นไอดอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรูโน่ แฟร์นันด์ส กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด รวมถึงดาวรุ่งเยาวชน และอีกจำนวนมากที่สโมสรแห่งนี้

เพราะฉะนั้น ความสำคัญของโรนัลโด้ ที่เข้ามายกระดับความแข็งแกร่งทางด้านจิตใจให้กับทีม มันมีมากเหลือเกิน นี่ยังไม่ต้องรวมถึงประโยชน์ด้านอื่นๆของเขาที่เข้ามาแล้วสร้างอิมแพ็คต่อสโมสรมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการตลาด ที่ถือว่าบอร์ดบริหารสโมสรเดินเกมได้ฉลาดมากๆที่เลือกจะทำทุกอย่างในการเซ็นสัญญากับโรนัลโด้เข้ามา อันเป็นผลดีในเชิงธุรกิจด้วยโดยตรง นอกจากความเชื่อมั่นภายนอก มูลค่าสโมสร หุ้น และรายได้จากสินค้าต่างๆแล้ว

เอาแค่เรื่องขายเสื้ออย่างเดียว ตอนนี้เสื้อของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ทำสถิติยอดขายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกแล้วเป็นที่เรียบร้อย

งานนี้อาดิดาสและสโมสรรับเละ

แต่นอกจากเรื่องดังกล่าวแล้ว ประเด็นหลักที่สำคัญที่สุดคงจะหนีไม่พ้น “มิติทางฟุตบอล” ที่โรนัลโด้เข้ามาเติมความแข็งแกร่งด้านนี้โดยตรง

นอกเหนือจากเรืื่องราวที่พวกเราดีใจและตื้นตันกับการที่ได้ “ตำนาน” ที่เรารักกลับคืนสู่สโมสรแล้ว ความโรแมนติคเหล่านั้นจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากว่าการกลับมาในครั้งนี้ไม่ช่วยอะไรในภาคฟุตบอลของทีม

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการกลับมาของโรนัลโด้ครั้งนี้คือ “ผลงานและการเล่นของทีม” จะต้องพัฒนาและดีขึ้นด้วย ถึงจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง

จริงๆแล้วส่วนตัวผู้เขียนไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายเลยกับโรนัลโด้ ขอแค่โด้กลับมาอยู่ในทีมเฉยๆเราก็ดีใจแล้ว ไม่ต้องยิงกระจาย ไม่ต้องเทพมาก แต่ขอแค่ได้เห็นลงสนาม และอยู่ร่วมทีมกับน้องๆรุ่นใหม่ แค่นี้ก็มีความสุขแล้วในการดูบอลของเรา

แต่ถ้าช่วยอัพเกรดทีมได้มันก็ย่อมดีกว่าแค่จะย้ายเข้ามาให้เราดีใจอยู่แล้ว ซึ่ง.. “มันดีขึ้นแน่นอน”

คุณก็รู้ว่านี่คือใคร นี่คือนักเตะที่เป็น “GOAT” (Greatest Of All Time) แล้วเรียบร้อย และทุกคนรู้ดีว่านักเตะคนนี้มีความมุ่งมั่นทุ่มเทมหาศาลระดับต้นๆของโลกในหมู่นักกีฬาทุกชนิดประเภท กับคำให้สัมภาษณ์ล่าสุดที่ว่า เขาไม่ได้มาเล่นๆ ไม่ได้มาเพื่อพักร้อน แต่เขาจะมาสร้างตำนานบทใหม่เพื่อพาแมนยูไนเต็ดกลับไปสู่จุดที่มันคู่ควรกับเรา

เขากลับมาเพื่อเป็นผู้ชนะ และจะคว้าแชมป์อีกครั้ง

ดังนั้นเชื่อได้เลย100%ว่านี่ไม่ใช่ดีลขายเสื้อธรรมดาๆแน่นอน และก็เชื่อว่าคงจะมีน้อยคนที่กล้าดูถูกโรนัลโด้ว่าแก่แล้ว ทั้งๆที่ปีก่อนเขาเพิ่งเป็นดาวซัลโวเซเรียอามา และยังเป็นดาวซ้ััลโวยูโร2020 มาอีกหมาดๆ แถมไม่กี่วันที่ผ่านมาก็เพิ่งทำลายสถิติยิงในทีมชาติสูงสุดตลอดกาล กลายเป็น “เบอร์หนึ่งของโลก” ของการพังประตูในนามทีมชาติแบบเดี่ยวๆคนเดียวในประวัติศาสตร์โลกแล้ว

โรนัลโด้ยังคงกระหายยิ่งขึ้นไปอีก และอยากทำได้มากขึ้นกว่านี้อีกแน่นอน สถิติอะไรที่ขวางหน้าเขาอยู่ดูท่าทางจะเอาไม่อยู่ซะแล้วสำหรับความคิดที่เจ้าตัวบอกว่าอาจจะเล่นไปอีก 3-4 ปีเลยทีเดียวซึ่งก็คงจะแขวนสตั๊ดตอนอายุ 40 เป็นแน่

คนแบบนี้ไม่มาทำเล่นๆ เท่ๆ เดินเก๊กดึงหน้าที่โอลด์แทรฟฟอร์ดแน่นอน การมาของเขาจะต้องทำให้เกมฟุตบอลของปีศาจแดงในชุดปัจจุบันทรงพลังขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ประการแรกสุดในทางฟุตบอลนั้น การได้โรนัลโด้กลับมา มันช่วย “ยกระดับSquad Depth” (คุณภาพเชิงลึก) ให้กับแผงแนวรุกของทีมโดยตรง จากการที่เมื่อก่อนในม้านั่งสำรองยังมีตัวที่สามารถเปลี่ยนเกมได้ไม่มากพอ มีแต่เพียงตัวที่สามารถลงมาสับเปลี่ยน และช่วยพยุงทีมเท่านั้น อย่างเช่น แดเนียล เจมส์, ฮวน มาต้า หรือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ซึ่งเราต้องยอมรับว่าตัวผู้เล่นเหล่านี้ไม่สามารถลงมาเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ให้ทีมได้ ในยามจำเป็นจริงๆ

กลับกัน เวลาเราเห็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของลีกอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่แฟนบอลเห็นมาหลายปีคือความน่าสะพรึงกลัวบนม้านั่งสำรอง ที่ขนาดว่าพวกนักเตะตัวสำรองยังสามารถเอาไปจัดเป็นทีมโหดๆได้อีกทีมนึงครบ11คนเลยทีเดียว

เวลาที่เรามองเห็นนักเตะซิตี้มีสำรองเป็น มาห์เรซ, แบร์นาโด้, เฟร์ราน ตอร์เรส, โฟเด้น ในขณะที่ฟร้อนท์ทรีในสนามก็มีนักเตะระดับ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง, แจ็ค กรีลิช รวมถึง กาเบรียล เชซุส ที่วิ่งทำทางกันอย่างสนุกสนานให้สุดยอดมิดฟิลด์อย่าง เดอบรอยน์ กับ กุนโดกัน เติมขึ้นมาทำเกม+ยิงประตูกันอย่างสนุกสนาน

มันเป็นภาพที่สยดสยองมากๆ และเทียบกับทีมอื่นๆก็ยังไม่มีทีมไหนที่มีแนวรุกโหดมากขนาดนี้บนม้านั่งสำรอง

เอิ่ม.. +___+

แต่ทันทีที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กลับมาสู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด สิ่งนั้นก็เกิดกับแนวรุกของปีศาจแดงทันที ที่สามตัวรุกแดนหน้า จะมีแบ็คอัพเป็นนักเตะที่สามารถเปลี่ยนเกมได้จริง อยู่บนม้านั่งสำรอง

ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่า หากวันไหนทีมใช้ฟร้อนท์ทรีอย่าง “แรชฟอร์ด โรนัลโด้ กรีนวู้ด” ลงสนาม โดยมีบรูโน่ปั้นเกมอยู่ด้านหลังดาวยิงเหล่านี้นั้น นักเตะแนวรุกบนม้านั่งสำรองของเราก็จะมีนักเตะระดับท็อปรอเสียบลงสนามอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นนักเตะระดับ เอดินสัน คาวานี่, เจดอน ซานโช่, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล,

ซึ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดว่า แมนยูซื้อตัวคริสเตียโน่ โรนัลโด้กลับมาแล้วนั้น จะให้เขา “เล่นยังไง” และ โรนัลโด้ “เหมาะกับแผนใดบ้าง” ที่อาจจะเป็นไปได้ในการปรับใช้กับแทคติกของโซลชา

รวมถึงใช้งานกับตัวผู้เล่นที่มีอยู่

ในเรื่องของการจัดแผน จัดทีมนั้นบางทีมันอาจจะไม่ง่ายเหมือนที่แฟนบอลคิด เพราะปัจจัยเกี่ยวข้องมันมีเยอะมาก ในการที่จะจัดทีมและแผนการเล่น ต่อเกมการแข่งขันหนึ่งนัด

ทั้งเรื่องของความพร้อมนักเตะที่สามารถลงสนามได้, ความถนัดและสไตล์การเล่นของตัวที่มีอยู่ และที่สำคัญที่สุด เรื่องของ “ความคุ้นเคยกับแผนการเล่น” ของนักเตะในทีม ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนบอลหลายคนมองข้ามไป และเป็นสิ่งที่จำเป็นต้อง “ใช้เวลา” ค่อนข้างมากในการซ้อม หรือใช้ลงสนามจริง กว่าที่จะคุ้นเคยกับแผนและเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มันไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆคุณนึกจะปรับแผนเมื่อไหร่ก็ปรับได้ วันนี้อยู่ดีๆอยากใช้ 4-4-2, วันถัดไปปรับเป็น 4-3-3, อีกสามวันเล่นไดมอนด์ แล้วกลับมาเป็น 4-2-3-1 มันไม่ง่ายแบบนั้น ซึ่งจะทำให้ทีมขาดเสถียรภาพ และอาจส่งผลต่อความเข้าใจในแผนการเล่นของนักเตะในทีมสับสนด้วย

ดังนั้นในวันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันบนพื้นฐานความเป็นจริงว่า เราจะสามารถใช้งาน “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ในแผนไหนได้บ้าง ถึงจะสามารถเป็นไปได้ และดึงเอาศักยภาพของ “ทีม” ออกมาได้มากที่สุด, แผนไหนเกิดขึ้นได้ยาก และอาจพบได้แค่บางสถานการณ์ และแผนที่อาจเป็นไปได้ทั้งหมด

การวิเคราะห์นี้นอกจากจะโฟกัสที่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แล้ว ยังเป็นการวิเคราะห์แทคติกเพื่อ “ทีม” ในภาพรวมด้วย

มีประเด็นอะไรบ้างไปดูกัน

1. ออฟชั่นในการใช้งานคริสเตียโน่ โรนัลโด้

ทางเลือกในการใช้งานCR7ในการลงเล่นนั้น สามารถเลือกใช้งานได้ “3 ประเภท” ใหญ่ๆ

ออฟชั่นที่1 : ใช้เป็น “กองหน้าตัวเป้า”

ต้องอธิบายก่อนว่า หลายคนอาจจะเข้าใจว่า การใช้โด้เป็น “หน้าเป้า” คือจะให้เขายืนค้ำตรงกลางและรอทำประตู รอลูกครอส รอกระโดดโหม่งอย่างเดียว

โรนัลโด้ไม่ได้เล่นแบบนั้น เพราะเขาเป็นกองหน้าที่เหนือกว่านั้นไปอีกหลายมิติ

การเป็นหน้าเป้าตัวค้ำในกรอบ รอยิงรอโหม่งอย่างเดียวนั้น คือสิ่งที่เรียกว่ากองหน้าสาย “Target Man” ซึ่งหลายคนจะเหมารวมว่า “กองหน้าตัวเป้า” คือ Target Man อย่างเดียว แต่จริงๆแล้วคำว่ากองหน้าตัวเป้า ใช้เพื่อเรียกรวมๆให้ทุกคนเข้าใจว่า มันคือกองหน้าตัวกลางด้านบนสุดนั่นเอง

หลักๆแล้ว กองหน้าสายTarget Man ให้นึกถึงพวกกองหน้าตัวใหญ่ๆ อย่างเช่น คาร์สเท่น ยังเคอร์ หรือปีเตอร์ เคร้าช์ ที่สูงมากๆ และเอาไว้พักบอลเรียดบอลโด่งในแดนหน้า เพื่อให้ปีกตัวรุกด้านข้าง หรือกองหน้าตัวอื่นที่เป็น หน้าต่ำ หรือ Second Striker คอยวิ่งเติมอีกที

แต่CR7 ไม่ได้เล่นได้แค่ Targer Man อย่างเดียว

นอกจากจะค้ำในกรอบ เก็บบอลพักบอลได้แล้ว เขายังเป็นนักล่าจมูกไวที่ดมกลิ่นคาวเลือดได้ไวมาก สิ่งที่โดดเด่นมาตลอดของโรนัลโด้ในการเป็นกองหน้าก็คือ “จังหวะการเร่งสปีดเข้าทำในพริบตา” ในแบบ Fox in the box ด้วยที่เขาจะอ่านจังหวะ เข้าจบสกอร์ด้วยความเร็วสูงสุดในชั่วเวลาไม่กี่วินาที

การหาจังหวะเข้าทำที่เก่ง ยืนอยู่ถูกที่ถูกเวลา และชิงจังหวะกับคู่ต่อสู้ ทำให้ CR7เป็นกองหน้าที่มีความสามารถของกองหน้าสาย “Poacher” ที่เป็นตัวเข้าฮอร์ส ตัวชิงจังหวะไลน์คู่แข่งเข้าไปยิง การอ่านทางบอลได้ถูกตำแหน่ง

เท่านั้นยังไม่พอ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ สามารถถอนลงมาต่ำและปั้นเกมให้เพื่อนได้ด้วยวิชั่นการจ่ายบอลที่ดี หลายๆครั้งเขาชงหวานๆให้เพื่อนได้บ่อยๆ แต่เพื่อนจบไม่ได้เองก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง

เพราะฉะนั้นเรื่องมิติการ “ทำเกม” โรนัลโด้ก็มีไม่แพ้ใครเช่นกัน ด้วยความที่เป็นอดีต “ปีกธรรมชาติ” พันธุ์แท้จากสมัยอยู่กับแมนยูไนเต็ดยุคแรก ดังนั้นเรื่องของการสร้างสรรค์เกมรุก การอ่านเกม การจ่ายบอล ฯลฯ ทุกอย่างต้องพึ่งพา “ทักษะฟุตบอลระดับสูง” ทั้งนั้น ซึ่งเรื่องเทคนิค ไม่ต้องห่วงโรนัลโด้อยู่แล้ว

ดังนั้นโด้จึงมีความสามารถที่ดรอปลงมาเล่นเป็นตัวต่ำ ช่วยทีมสร้างสรรค์เกมแบบ “Deep Lying Forward” ในพื้นที่เล่นของกลางรุก(AM)ได้อยู่บ่อยๆ

ด้วยความสามารถที่ค่อนข้างหลากหลายมาก และมีมิติกองหน้า”ทุกประเภท”อยู่ในตัว ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคทักษะในการสร้างสรรค์เกมของ DLF กองหน้าตัวต่ำ / มิติการหาตำแหน่งจบสกอร์ในจังหวะสุดท้ายของ Poacher / พลังและความแข็งแกร่ง แบบ Target man ที่ยืนปักหลักเล่นในกรอบเขตโทษ และขึ้นแย่งโขกได้สบายๆ

ดังนั้นคริสเตียโน่ โรนัลโด้ จึงเรียกได้ว่าเป็นกองหน้าแบบ “Complete Forward” ได้แบบเต็มปาก

กองหน้าสมบูรณ์ในลักษณะนี้ต้องครบเครื่องมาก และมีน้อยคนจริงๆที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นคอมพลีทฟอร์เวิร์ดแบบเต็มปาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆก็เช่น ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, สลาตัน อิบราฮิโมวิช, แฮรี่ เคน กับ เอดินสัน คาวานี่ ก็ใช่เช่นกัน ถ้ายุคเก่าหน่อยก็ระดับแวนบาสเท่น เป็นต้น

พวกนี้คือกองหน้าสมบูรณ์แบบที่ทำได้ทุกอย่าง ทั้งปั้นเกม พักบอลอย่างแข็งแกร่งในกรอบ โหม่งได้ ยิงคมยืนตำแหน่งดี ดังนั้นเมื่อ “เก่งรอบตัว” ขนาดนี้ เขาจึงสามารถทำได้ทุกมิติในแดนหน้าที่จำเป็นๆสำหรับคนเป็นกองหน้า ดังนั้น การมีกองหน้าที่เก่งระดับComplete Forwardแล้ว จึงสามารถฝากฝังให้เล่นในฐานะ “เป้าเดี่ยว” ได้สบายๆ

เพราะฉะนั้นสรุปก่อนเลยก็คือ โรนัลโด้สามารถยืนในแผนที่ใช้ “หน้าเป้าตัวเดียว” ได้ทุกแผน ไม่ว่าจะเป็น 4-2-3-1 / 4-3-3 สองแผนนี้หลักๆของทีมเรา (ที่บางครั้งการยืนจะไฮบริดเป็นกึ่งๆ 4-3-3 ระหว่างเกม) แผนแมนยูยุคนี้ โด้ยืนหน้าได้หมด

ส่วนแผนอื่นๆที่ไม่ใช่แผนหลักของเรา จริงๆพี่แกก็ยืนได้ ขอแค่เป็นแผนที่ใช้หน้าเป้าตัวเดียว เช่น 4-1-4-1 ของลีดส์ / 4-5-1 / 4-3-2-1 (Christmas Tree), หรือจะเป็น 5-4-1 ก็ได้

และแม้จะเป็นแผนหลังสามแบบเชลซีอย่าง “3-4-2-1” โด้ก็เล่นได้ ซึ่งก็คือตัวเป้าตำแหน่งลูกากูนั่นแหละ (แต่ลืมแผนนี้ไปซะ ทีมเราไม่ใช้แผนแบบนี้ เราเล่นแบบมีตัวรุกริมเส้นเป็นหลัก ส่วน3-4-2-1 ใช้ตัวรุกทำเกมตรงกลางสองคน)

(ส่วน 4-4-1-1 แผนนี้ไม่ค่อยมีใครใช้ และจริงๆแล้ว แผนนี้ถ้าปีกสองข้างมันเป็นตัวรุกจ๋าๆ เวลาเล่นจริงมันก็จะยืนเป็นทรง “4-2-3-1” แบบสมัยนิยมนี่แหละ)   

แผนไหนที่มีกองหน้าเล่นตรงกลางคนเดียว โรนัลโด้ลงได้หมด เพราะแกเก่งระดับ Complete Forward นั่นเอง

ออฟชั่นที่2 : ใช้เป็น “กองหน้าด้านข้าง”

ทางเลือกอย่างที่สองก็คือ การใช้โด้ยืนเล่นในตำแหน่ง LW ในบทบาทหน้าที่ของการเป็น “กองหน้าตัดเข้าใน” จากฝั่งซ้ายที่ถนัด เป็นอีกวิธีใช้งานโรนัลโด้ที่สามารถทำได้

ต้องเน้นย้ำตรงนี้ว่า แม้จะให้ลงในตำแหน่งนี้ได้ก็จริง แต่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ไม่ได้คล่องแคล่วขนาดจะกระชากบอลเลี้ยงผ่านทีเดียว 3-4 ตัวเหมือนไฮไลต์ตอนอยู่แมนยูสมัยอดีตที่เป็นปีกแท้ แล้วชื่นชอบการเลี้ยงบอลตะลุยผ่านศัตรูคนแล้วคนเล่า มันไม่เหมือนสมัยนั้นแล้ว เพราะตอนนี้เขาอยู่ในสถานะกองหน้าเต็มตัว และด้วยอายุที่ก็ต้องยอมรับว่ามันส่งผลกับความเร็วความคล่องตัวบ้าง

เพราะฉะนั้น โรนัลโด้แม้จะลงสนามในตำแหน่งการยืนของ”ปีกซ้าย” LW จริงๆ แต่การเล่น โด้จะไม่เล่นเป็น “Winger” เหมือนในอดีตแน่นอน เพราะความเร็วความคล่องไม่สอดคล้องกับตำแหน่งแล้ว และที่สำคัญ positionการยืนของโด้ ก็จะไม่ถ่างออกไปเล่นริมเส้นอย่างแน่นอน เพราะจะทำให้เขาลดประสิทธิภาพมากๆเมื่ออยู่ห่างไกลประตู

เพราะจุดแข็งที่สุดของโด้ คือภาคการจบสกอร์ในฐานะ “เครื่องจักรถล่มประตู” ดังนั้นถ้าวันไหนลง LW ขึ้นมา โรนัลโด้ “จะไม่เล่นริมเส้นแบบWinger”

และจะเล่นในลักษณะของการยืนหุบใน เล่นแบบตัดเข้ากลางมาเป็นหลักในลักษณะของ “Second Striker ข้างซ้าย” 

เขียนตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่า “ทำไมไม่เรียกว่า Inside Forward ล่ะครับพี่ กองหน้ากึ่งปีกไงเวลาโด้ลง LW?”

คำอธิบายก็คือ ในความเป็น Inside Forward จุดเด่นของมันคือ “ความเร็ว” ในการตะลุยไปข้างหน้า ไม่ว่าจะไปกับบอล หรือวิ่งตัวเปล่า ซึ่งโรนัลโด้ยุคนี้ไม่ได้เล่นด้วยความเร็วเป็นหลักอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าลงมาเล่นฝั่งซ้ายจริงๆ เขาจะหุบเข้ากลางมาค่อนข้างมาก และมีความเป็น Second Striker ตัวซ้าย มากกว่าที่จะเป็น Inside Forward

แต่จริงๆแล้วจะเรียกอะไรก็ได้ เพราะยังไงสรุปแล้วมันก็คือ “กองหน้าด้านข้าง” ฝั่งซ้ายนั่นเอง คืออีกตำแหน่งที่โรนัลโด้สามารถเล่นได้

ดังนั้นแผนที่รองรับการลงเล่นปีกซ้ายของโรนัลโด้ ก็จะเป็นแผนประเภทที่ใช้ “ปีกหุบเข้ากลาง” เป็นหลัก

ได้แก่แผนยอดฮิตสองแผนอย่าง “4-2-3-1” กับ “4-3-3”

ส่วนอีกแผนที่เน้นปีกซ้ายอย่าง “3-4-3” แผนนี้ถามว่าโด้ลง LWได้ไหม ก็ลงได้เช่นกัน เพราะเป็นแผนที่กลางแน่น และตัวริมเส้นเด่นมาก เพราะมีทั้งปีกซ้าย ทั้งวิงแบ็คซ้าย ถ้าแฟนผีนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงวูล์ฟ เกมที่ผ่านมา นั่นแหละ3-4-3เน้นๆ

แต่.. แฟนแมนยูก็จงลืมแผน 3-4-3 ไปซะ เพราะโอเล่ไม่มีทางเล่นแผนนี้แน่นอน เนื่องจากว่า คนที่จะไม่มีตำแหน่งให้ลงก็คือ “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” ตัวหลักของทีมเรานั่นเองที่ถนัดในการเล่นกลางรุก (AM) ดังนั้นโอกาสที่จะใช้แผนนี้น้อยมาก หลักๆจึงไปโฟกัสกับสองแผนด้านบน ถ้าจะใช้โด้เล่น LW

อนึ่ง* ส่วน “3-4-2-1” (ตัวรุกสองคนหุบเข้าใน ไม่ได้ถ่างริมเส้น) แผนนี้เอาโด้มายืนเป็นตัวรุกทางซ้ายไม่เหมาะเท่าไหร่ ถ้าเป็นแผนนี้โด้เหมาะยืน ST เป็นStriker ตัวจบสกอร์ตรงกลางมากกว่า เพราะตัวรุกสองคนเล่นเหมือนเป็นเพลยเมคเกอร์ ซึ่งโด้ไม่เหมาะกับตรงนี้ ควรจะเป็นหน้าเป้าไป (และเช่นเคย แผนนี้ทีมเราไม่ใช้จ้า)

สรุปแล้ว ออฟชั่นในการลงปีกซ้ายของโด้ จึงมีแค่ 4-2-3-1 และ 4-3-3 สองแผนนี้เท่านั้นที่เหมาะ

และ 4-2-3-1 มันก็เป็นแผนหลักของเราอยู่นั่นเอง ดังนั้นมีโอกาสอยู่พอสมควรที่จะได้เห็นการปรับเขาออกมายืนด้านข้างในแผนนี้ได้ แล้วใช้กองหน้าตัวเป้าอีกคนหนึ่งอย่าง “คาวานี่” ในการยืนกลางแทน

และต้องเป็น “คาวานี่” คนเดียวเท่านั้นด้วย ที่เหมาะกับการถ่างโด้ออกมาเล่น LW

นั่นเป็นเพราะว่า หากว่าไม่ใช่คาวานี่ กองหน้าตัวอื่นที่เหลือจะเป็นพวกกองหน้าสายสปีดล้วนๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมสัน กรีนวู้ด หรือแม้กระทั่งอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยาลก็ตามที

หากจะถ่างโด้ออกข้าง แล้วใช้ กรีนวู้ด หรือ มาร์กซิยาล ยืนกลาง อันนี้ไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ และไม่น่าเกิดขึ้น เพราะทั้งสองตำแหน่ง (LW, ST) จะไม่ได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มประสิทธิภาพ

และจะ “โคตรเสียของ”

คิดง่ายๆ ถ้าเอากรีนวู้ด ปักหลักยืนกลางแบบตัวเป้าอย่างเดียว ทีมจะเสียมิติความเร็วของกรีนวู้ด เสียความสามารถในการทำประตูจาก”ด้านข้าง”ของเขา และมิติความเป็นปีกที่มีในตัวก็จะไม่เต็มที่

อีกด้านหนึ่ง โรนัลโด้ที่ถ่างออกข้างไป ก็ไม่มีความเร็วจะใช้โจมตีริมเส้นได้อย่างเต็มที่เท่าไหร่นักด้วยอายุ ความเร็ว และสไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปแล้ว

เพราะฉะนั้น ในเรื่องของ ออฟชั่นการถ่างโด้ออกมาเล่น “กองหน้าด้านข้าง” ตัวเลือกที่เหมาะสมมีเพียงอย่างเดียว นั่นก็คือ กองหน้าตัวเป้าจะต้องเป็น คาวานี่เท่านั้น หากตัวกลางไม่ใช่คาวานี่ โรนัลโด้ไม่ควรเอาออกมาเล่นด้านข้าง ควรค้ำกลางสถานเดียว

กองหน้าวัยรุ่นคนอื่นๆของเรา ควรใช้ความเร็วให้เป็นประโยชน์ด้วยการเล่นด้านข้างสถานเดียว ไม่ว่าจะเป็น แรชฟอร์ด กรีนวู้ด ซานโช่ มาร์กซิยาล แล้วก็ให้โรนัลโด้ยืนกลางนั่นเอง

ออฟชั่นที่3 : กองหน้าในระบบ “หน้าคู่”

ออฟชั่นนี้ของโรนัลโด้ถือว่า น่าสนใจ และดูจะเป็นไปได้มากกว่าการ ถ่างออกไปเล่น LW ซะอีก เพราะถ้าเล่นหน้าคู่ โรนัลโด้ก็จะยังคงใช้ประสิทธิภาพของกองหน้าได้อย่างเต็มพลัง เพราะยังอยู่ในแอเรียอันตรายของเขาอยู่ และไม่ต้องถ่างออกไปห่างหน้าประตู

ด้วยความสามารถรอบตัวที่สามารถปั้นเพื่อนได้ ยิงจบเองได้ ค้ำในกรอบได้ ทำให้โรนัลโด้ เหมาะมากที่จะเล่นกองหน้าแบบมีคู่หูอีกคนหนึ่ง ซึ่งคู่หูที่ว่า ควรจะเป็นกองหน้าที่มีความแตกต่างจากเขา เพื่อเติมเต็มกัน นั่นก็คือ “ความเร็ว”

ออฟชั่นการใช้โรนัลโด้ในระบบหน้าคู่นั้น กองหน้าที่คู่โรนัลโด้ ควรมีสองสกิลที่สำคัญ ตามสเป็คดังนี้

อย่างแรกคือ คู่หูเขาควรมีความเร็วเป็นอาวุธ เพื่อทดแทนการเข้าทำที่ใช้สปีด ใช้เกมสวนกลับที่เล่นด้วยความเร็ว ซึ่งโด้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้เต็มที่ในยุคนี้

อย่างที่สองคือ คู่หูโด้ควรมีความสามารถที่สร้างสรรค์เกมรุกได้ มีcreativityในการเล่น เพื่อให้ทันเซนส์ระดับสูงของโรนัลโด้ซึ่งเป็นนักเตะที่มีจินตนาการในการเข้าทำสูงเช่นกัน เพราะฉะนั้นคู่หูของโด้ ควรจะทำเกมได้ ลงต่ำปั้นเกมให้เขาได้ใช้ความสามารถในการจบสกอร์ได้

(บรูโน่ที่ไม่เกิดกับโด้ในทีมชาติ เพราะแผนการเล่นไม่ซัพพอร์ต มาอยู่แมนยูเดี๋ยวได้เกิดแน่นอน เพราะจริงๆแล้วเคมีการเล่นมันเข้ากันมากๆ)

เมื่อดูสเป็คสองอย่างของคู่หูพี่โด้แล้วนั้น นักเตะที่เหมาะสมที่สุดในการจับคู่กับโรนัลโด้ในออฟชั่นการเล่นหน้าคู่ ก็หนีไม่พ้น “เมสัน กรีนวู้ด” นั่นเอง

กรีนวู้ดสามารถลงต่ำมาทำเกมได้ เก็บบอลได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จ่ายบอลได้มาตรฐาน และใช้สปีดความเร็วได้ดีในฐานะ Central Forward ซึ่งเป็นตำแหน่งดั้งเดิมที่น้องถนัดมากอยู่แล้ว

เมสัน กรีนวู้ดยังสามารถเป็นตัวพักบอลต่อให้โรนัลโด้ได้อีก เพราะร่างกายแกร่งขึ้นเยอะ กองหลังพรีเมียร์เริ่มเบียดมันไม่ลงแล้ว เห็นได้ชัดเจนมากๆในปีนี้ หลายๆครั้งในเกมนอกจากจะขยันลงมารับบอลเก็บบอลได้แล้ว จังหวะบังเหลี่ยมบอล ใช้ร่างกายปะทะโดยตรงในเกมphysicalนั้น คู่แข่งก็เล่นงานเมสัน กรีนวู้ดไม่สำเร็จ ทั้งๆที่น้องเพิ่งจะ 19 ร่างกายยังแข็งแกร่งกว่านี้ได้อีกเยอะ

แต่ทุกวันนี้ก็เริ่มไม่มีใครเอามันอยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าเป็นแผนหน้าคู่ โรนัลโด้ควรจับคู่กับเมสัน กรีนวู้ด จึงจะดีที่สุด เพราะมีความแตกต่างและเติมเต็มให้กันได้

ส่วนกองหน้าคนอื่นๆที่เหลือนั้น หากเป็น “เอดินสัน คาวานี่” ถ้าจะให้ลงหน้าคู่กับโรนัลโด้เลยนั้น สิ่งแรกที่คุณต้องคำนึงถึงก่อนก็คือ ขณะนั้นแมนยูไนเต็ดจะต้อง “ครองเกม” ได้แล้วทุกมิติจริงๆ จนสามารถควบคุมการครองบอลให้อยู่กับทีมได้ และปั้นเกมรุกได้เยอะมากพอจริงๆ ถึงจะสามารถใช้เป็นคู่ “โรนัลโด้-คาวานี่” ได้

จำพารากราฟนี้ไว้ให้ดีๆครับ เพราะมันจะมีตัวอย่างของแผนในเคสนี้ด้านล่าง

ซึ่งถ้าจะใช้คอมโบ “โด้-ดี้” นักเตะอีก8คนที่เหลือ จะต้องครองเกมให้อยู่หมัด โดยที่สองคนนั้นไม่ต้องเหนื่อยลงมาต่ำเพื่อช่วยทีมมากนัก ถ้าเป็นแบบนั้นก็ได้ คาวานี่กับโรนัลโด้จะสามารถสร้างสรรค์โอกาสยิงให้กันและกันได้ รวมถึงเป็นตัว “จบสกอร์” ได้ด้วยตัวเองทั้งคู่เหมือนกัน

เดี๋ยวลองไปดูกันอีกทีว่า แผนไหนที่จะน่าจะใช้ โด้ คู่กับ คาวานี่ ได้ดีที่สุด ซึ่งต้องเน้นความเหนียวแน่นของเกมกลางสนามมาก่อนเป็นหลัก ถึงจะใช้คู่นี้ได้

แต่ถ้าคิดว่าคุมเกมไม่ได้ อย่าใช้สองคนนี้คู่กัน

กองหน้าคนอื่นๆที่จะเล่นคู่กับพี่โด้ได้ หลักๆก็มีสองคนนี้ อีกตัวที่น่าสนใจคือ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ถ้าจะเล่นคู่โด้ หมากควรจะเล่นในลักษณะของ “หน้าต่ำ” แบบเดียวกับ เวย์ รูนียไปเลย นั่นก็คือ เล่นกองหน้าแบบ Deep-lying Forward ซึ่งก็คือ หน้าต่ำตัวทำเกมนั่นแหละ

การใช้คู่ หมาก-โด้ หมากจะยืนต่ำ และเป็นตัวต่อเกม ทำเกมไปให้โด้คอยทำประตูเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่นดีกว่านี้ เพราะให้หมากไปค้ำหน้า รับรองว่าเจ๊งกะบ๊งแน่นอน แต่สกิลเทคนิค และชุดทักษะของมาร์กซิยาลนั้น ดูจะเหมาะกับการยืนหน้าต่ำ และปั้นเกมให้กองหน้าตัวเป้าอีกคนนึงเข้าทำมากกว่าจะเป็นตัวจบสกอร์เอง

ส่วนคู่สุดท้าย ซึ่งจริงๆเป็นคู่ที่อยากเห็นมากที่สุด เพราะจบสกอร์โหดทั้งคู่ แต่ดูเหมือนว่ามิติการเล่นบางอย่างจะทับซ้อนกันมากเกินไป ความน่าสนใจและเหมาะสมในการจับคู่ “โรนัลโด้-แรชฟอร์ด” จึงตกลงไปอยู่อันดับสุดท้าย เพราะการเล่นเหมือนกันมากไปหน่อย

เรียงลำดับความเหมาะสมหากต้องการใช้โรนัลโด้เล่นหน้าคู่ ควรจับคู่หูตามความเหมาะสมก็ดังนี้

1.Ronaldo-Greenwood > 2.Ronaldo-Cavani >> 3.Ronaldo-Martial > 4.Ronaldo-Rashford

2.การจัดแผนต่างๆโดยใช้งานCR7 ที่อาจเป็นไปได้ทั้งหมด

อธิบายรายละเอียดในแง่วิธีคิดตัวเลือกในการใช้งานพี่โด้ไปแล้ว คราวนี้มาดูเรื่องของการจัดแผนกันบ้างว่า หากจะใช้งานโด้ในแต่ละรูปแบบ ในแต่ละ Formation การเล่นนั้น เราควรจะจัดตัวยังไงบ้าง

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในแง่ของ “วิธีคิด” ในการจัดแผนที่ใช้งานโรนัลโด้ นั่นก็คือ ในแผนการเล่นจะต้องมี “ตัวสร้างสรรค์เกม” ที่เพียงพออยู่เสมอ

ไม่ว่าจะใช้แผนอะไร หากว่ามีคริสเตียโน่ โรนัลโด้อยู่ในทีมวันนั้น ทีมจะต้องมี “คนสร้างสรรค์เกมรุก” อยู่ในทีมให้เยอะที่สุด เพื่อที่ทีมจะสามารถปั้นเกมรุกได้มากๆ จะส่งผลทำให้กองหน้าจอมถล่มประตูอย่างโรนัลโด้ ยิงได้มากขึ้นตามไปด้วย

อย่าลืมว่า ยิ่งปั้นให้พี่โด้ยิงได้เยอะเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่จะดีกับตัวเขาเอง แต่ทีมเราก็จะชนะด้วย เพราะงั้นไม่ต้องเหนียมอายอะไรทั้งนั้น ทีมเรามีหน้าที่ปั้นกองหน้าให้ยิงอยู่แล้ว เพราะเกมฟุตบอลชนะกันที่ประตู ดังนั้น เราจะเก็บผลลัพธ์ที่ดีได้ ก็จากการปั้นพี่โด้ให้ยิงได้เยอะๆนี่แหละ รับรองว่าคะแนนไหลมาเทมาแน่นอน

นี่คือคอนเซปต์หลักๆของการใช้โรนัลโด้ ก็คือการหาตัวทำเกมให้เขา ดังนั้นเมื่อรวมกับออฟชั่นทางเลือกในการใช้งานแล้ว เราจะพบว่า แมนยูควรจัดแผนการเล่นที่มีโรนัลโด้ดังนี้

2.1 แผน “4-2-3-1” โรนัลโด้ยืนกองหน้าตัวเป้า

ข้างบนนี้คือ “4-2-3-1 ชุดที่ดีที่สุด” เท่าที่จะจัดได้ในปีนี้(หากไม่มีการซื้อกองกลางมาเพิ่มช่วงปีใหม่) โรนัลโด้ยืนหน้าเป้าในแผนนี้ จะยิงกระจุยแน่นอน โดยที่จุดพิจารณาสำคัญอยู่ที่ “ตัวปั้นเกม”

11ตัวนี้มีตัวที่ทำเกมรุกได้อยู่ถึง 4 คนด้วยกัน นั่นก็คือ

ลุค ชอว์ ที่สามารถปั้นเกมริมเส้นฝั่งซ้ายได้

ป็อกบา ปั้นเกมจากแนวลึกตรงกลางได้ตลอดเวลา

บรูโน่ ที่สอดอยู่ในพื้นที่หน้าแผงเกมรับของคู่ต่อสู้ และถวายบอลให้โด้ได้ทุกจังหวะ

และ เจดอน ซานโช่ ที่จะปั้นเกมให้โด้จากริมเส้นฝั่งขวาได้

สาเหตุที่ว่า ทำไมผู้เขียนถึงได้เลือก LW เป็นแรชฟอร์ด และ RW เป็นซานโช่ เนื่องด้วยเหตุผลที่ว่า สังเกตดูดีๆว่า ฝั่งซ้ายของทีมเรามีตัวปั้นเกมเยอะมากแล้ว (ชอว์ ป็อกบา รวมถึงบรูโน่เองก็เบ้ซ้ายนิด) ดังนั้นเกมรุกจะขาดสมดุลอย่างมาก ควรที่จะมีตัวปั้นเกมทางขวาเก่งๆไว้สักตัวนึง ซึ่งเทียบกันระหว่าง ซานโช่ กับ กรีนวู้ด นั้น แม้ตอนนี้กรีนวู้ดจะเป็นตัวแบกก็จริง แต่เขาแบกทีมในฐานะกองหน้า ในฐานะ “ตัวจบสกอร์” สถานะเดียวกับโรนัลโด้เลย ที่เด่นเรื่องการทำประตูมากกว่า

แต่ถ้าเรื่องการปั้นเกม การแอสซิสต์ ผมยังคงเชื่อว่าซานโช่ดีกว่ากรีนวู้ดแน่นอน และเมื่อจูนเข้ากับทีมเมื่อไหร่ เขาจะเป็นตัวที่สร้างบอลให้โรนัลโด้ได้ยิงถล่มทลายอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น เพื่อบาลานซ์ของทีมในฝั่งขวา เราจึงเลือกซานโช่ลงสนามมาอยู่ RW แทน

แต่ถ้าเป็นช่วงนี้ ระหว่างที่ แรชฟอร์ด ยังไม่หายเจ็บกลับมา แน่นอนว่าแนวรุกควรใช้ซานโช่ซ้าย กรีนวู้ดขวาดังนี้

ซึ่งในเกมกับนิวคาสเซิล ผู้เขียนคิดว่า ตำแหน่งของแม็คโทมิเนย์ และเฟร็ดที่หายไปนั้น น่าจะเป็นโอกาสของ ดอนนี่ ฟานเดอเบค ได้ลงสนามเป็นตัวจริงซักที ในฐานะที่เป็นแผนกึ่งๆ 4-3-3 และแมนยูจะเล่นคล้ายเกมเจอวูล์ฟในครึ่งหลังที่ให้ป็อกบาปักหลักด้านหลังเป็นพื้นฐาน แล้วใช้มิดฟิลด์ลูกหาบอีกคนนึง เป็นตัวเคลื่อนที่ซัพพอร์ต ซึ่งเกมนั้นครึ่งหลังเฟร็ดเติมสูงอย่างเห็นได้ชัด ถึงเวลาเล่นรับก็ลงมาปักหลักเป็น “คู่” กับป็อกบา

พื้นที่มิดฟิลด์แมนยูในครึ่งหลังจึงแน่นสนิทด้วยเหตุผลนี้ ดังนั้น ในเกมนี้ เมื่อขาด “แม็ค-เฟร็ด” ไปทั้งคู่ คนที่ควรลงมาจับคู่กับป็อกบาในแดนกลาง เพื่อเป็นตัวจริงเจอกับนิว จึงควรเป็นดอนนี่ ด้วยแทคติกเดียวกัน และไม่น่าที่จะเอามาติชลงมาเป็นตัวจริงก่อน เพราะไม่ฟิตพอจะไล่บอลได้

แนวรุกเกมเจอนิวคาสเซิล จึงควรเป็นแผนนี้ ยามที่คาวานี่ กับเฟร็ดไม่มีชื่อเดินทางไปกับทีม

ยังไงนิวคาสเซิลก็เล่นแผนหลังสามแน่นอนไม่ว่าจะ 5-3-2 หรือ 3-5-2 คอมโบนี้ดีที่สุดแล้วสำหรับการเจอกับสาลิกาดง ในนัดที่จะต้อนรับการกลับมาของโรนัลโด้ ที่จะเล่นด้วยแผนถนัดอย่าง 4-2-3-1 เช่นนี้

ยังมีอีกคอมโบที่เป็นไปได้คือ โอเล่อาจจะใช้มาติช ยืนคู่ ดอนนี่ เล่นในมิติของ”มิดฟิลด์”เพียวๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นป็อกบาจะได้ขึ้นไปเป็นตัวจริงตำแหน่ง LW แล้วโรนัลโด้หน้าเป้า

หากว่าทีมใช้ป็อกบาเล่น LW ตำแหน่ง RW ควรต้องเป็นปีกตัวที่จบสกอร์ได้ดีด้วย (เพราะมีแต่ตัวปั้น ไม่มีตัวจบสกอร์)

ถ้าป็อกบาเล่นปีกซ้าย ขวาต้องเป็น “เมสัน กรีนวู้ด” เพื่อให้มีตัวผู้เล่นสาย “จบสกอร์” สักสองคนถึงจะกำลังดี ดังนี้

ตัวปั้น “3B” Bru-Ba-Beek / ตัวจบสกอร์สองคน CR7-Greenwood

2.2 แผน “4-2-3-1” โรนัลโด้ยืนกองหน้าด้านข้าง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า หากเป็นออฟชั่นที่จะใช้พี่โด้ยืนด้านข้าง ไม่ว่าจะเป็นแผน 4-2-3-1 (หรือไฮบริด4-3-3ก็ตาม) กองหน้าตัวกลางควรจะเป็น “คาวานี่” คนเดียวเท่านั้น อย่างที่อธิบายไปว่า ถ้าใช้โด้ยืนข้าง แล้วตัวกลางเป็น Forwardวัยรุ่นที่มีสปีด อย่างมาร์กซิยาล หรือ กรีนวู้ด มันจะ “ไม่เกิดประโยชน์สูงสุด” เพราะโด้ก็ไม่มีความเร็วด้านข้าง ตัวกลางก็ไม่ได้ใช้ความเร็ว ไปค้ำเป้าไม่เวิร์คอีก

ถ้าจะใช้โด้ลงหน้ากึ่งปีกทางซ้ายจริงๆ ตัวเป้ากลางควรเป็นคาวานี่

และตำแหน่งอื่นๆนอกนั้น เราจำเป็นต้องอัดตัวสร้างสรรค์ทำเกมรุกให้ได้มากที่สุด เพราะมีตัวจบสกอร์โหดๆอยู่ในสนามแล้วสองคน ดังนั้นแผนการเล่นควรเป็นเช่นนี้

2.3 แผน “4-3-3” โรนัลโด้ยืนหน้าเป้า

แผนนี้น่าจะเป็นอะไรที่คุ้นเคยกับโรนัลโด้เป็นอย่างดีในทีมชาติโปรตุเกส และสมัยที่กลายมาเป็นหน้าเป้าเต็มตัวแล้ว ซึ่งเอาจริงๆแมนยูไนเต็ดก็ยังไม่พร้อมจะเล่นแผนนี้เต็มตัวเท่าไหร่ เพราะยังไม่มี “กลางรับแท้” ที่จะสามารถเข้ามายืนปักหลักด้วยตัวเดียว เป็น “กลางรับเดี่ยว” ได้

ตำแหน่งนี้สำคัญและเล่นยากมาก ใช่ว่าจะสามารถดันเอากองหลังมาเล่นแทนได้ง่ายๆ เหมือนที่หลายคนคาดหวังและถามว่า จะเอาลินเดอเลิฟมาเล่นกลางรับได้ไหม? เอาไบญี่มาได้ไหม

บอกชัดๆตรงนี้เลยว่า “ไม่ได้” เพราะการจะเล่นมิดฟิลด์มันต้องใช้อะไรที่มากกว่าแค่สกัดบอลเป็นอย่างเดียว มันต้องใช้เซนส์ ความคล่องแคล่ว พลังงานการเล่น ทักษะสกิลที่จำเป็นสำหรับมิดฟิลด์ และความเข้าใจเกม

ซึ่งมันเป็นไปได้ยากสำหรับคนที่เข้าใจเกมแบบกองหลัง มันไม่ใช่ทุกคนที่จะดันมาเล่นDMได้ง่ายๆ ขนาดว่าเก่งๆอย่างริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่เคยเล่นตำแหน่งนี้เก่า เอามาลองก็ยังไม่เวิร์คเลยเพราะริโอขาดความคล่องตัว

ถ้าแมนยูยุคนี้ใช้ 4-3-3 ให้ได้จริงๆในซีซั่นนี้ แผนการเล่นที่มีโรนัลโด้ควรเป็นแบบนี้

สาเหตุที่เลือกเช่นนี้ในแผน 4-3-3 เหตุเพราะว่า แม็คโทมิเนย์ มีภาษีดีสุดในการจะปรับตำแหน่งมาเล่นจุดนี้แก้ขัด เพราะน้องเล่นเซ็นเตอร์ได้ ให้แม็คปรับroleมาเป็น Half-Back แบบมาติชเอา ก็พอไหวอยู่ โดยใช้ป็อกบา บรูโน่ ทำเกม ส่วนปีกสองข้าง ทำไมผู้เขียนถึงได้ตัด “แรชฟอร์ด” ออกจากตัวเลือก และใช้เป็น ซานโช่ซ้าย กรีนวู้ดขวานั้น เป็นเพราะว่ามิติการเล่นของแรช มันซ้อนกับโรนัลโด้มากเกินไปบางที ในขณะที่ซานโช่ คือปีกตัวปั้นขนานแท้ ส่วนกรีนวู้ด คือ CF ที่เล่น Inside Forward ได้ ซึ่งมิติการเล่นของซานโช่ กรีนวู้ด จะไม่ไปทับซ้อนกับ CR7 ที่เล่นหน้าเป้า ดังนั้นจึงเลือกเซ็ตนี้ในแผน 4-3-3 ที่โรนัลโด้ ยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า

2.4 แผน “3-4-1-2” เวอร์ชั่น “เหนียววัวตายควายล้ม” [โรนัลโด้ยืนหน้าคู่]

แผนนี้บอกเลยว่า เตรียมเอาไว้ใช้เจอกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ ลิเวอร์พูล หรือเปเอสเชได้เลย ในยามที่เจอคู่แข่งที่มีแนวรุกโหด เกมรุกดี ครองบอลแน่นๆ สูตรหลังสาม คือสิ่งที่โอเล่ควรจะนำมาใช้งาน และฝึกซ้อมความเข้าใจแผนไว้บ้าง

มีความเป็นไปได้สูงที่วันใดวันนึงที่เราจะปรับมาเล่นหลังสาม จะเป็นแผนนี้ แต่จะไม่ใช่แผนเดียวกับเชลซีที่เป็น 3-4-2-1 ซึ่งใช้ตัวรุกเพลเมคเกอร์สองคน ทำเกมด้านในหลังกองหน้าตัวเป้า

เพราะธรรมชาติแมนยูไนเต็ดเล่น “ปีก” อยู่เสมอ ยุคปัจจุบันนี้ของโอเล่ก็ยังใช้ปีกอยู่ ดังนั้นคงเป็นแผนนั้นยาก

ถ้าเป็น 3-4-1-2 ทีมเราในฤดูกาล2021/22 จะออกมาหน้าตาแบบนี้

ลำพังแค่ปราการหลังสามตัวที่มีแมกไกวร์ ลินเดอเลิฟ วาราน + เดเคอาอยู่ ก็เหนียวมากแล้ว ถ้าแผงกลาง4ตัวเป็น แม็ค-เฟร็ด + ชอว์ บิสซาก้า บอกเลยว่า แมนซิตี้ หรือ ปารีสที่มีเมสซี่เราก็ไม่กลัว หลังกับกลางเอาอยู่แน่ๆ แล้วก็ค่อยรอเล่นเกมรุกสวนกลับ จากกรีนวู้ด หรือบรูโน่ที่วิ่งสอดขึ้นหน้า

หรือรอเล่นลูกเซ็ตพีซ รอบอลครอส แล้วให้โด้สำเร็จโทษพวกมันซะ นี่ก็เป็นแผนที่ดีในการเซฟหลังบ้านให้แข็งไว้ก่อน แล้วหาจังหวะโต้กลับคู่แข่งโดยใช้โอกาสน้อยครั้ง แผนนี้น่าลองมากๆ รับรองว่าปิดประตูแพ้แน่นอน

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไม ราฟาเอล วาราน ถึงถูกเลือกให้ยืนเป็นกองหลังตัวข้าง (RCB) แล้วให้ลินเดอเลิฟเล่นสวีปเปอร์นั้น สาเหตุเพราะว่า วารานมีความเร็ว ที่สามารถวิ่งออกจากตำแหน่งเข้าสกัด และคัฟเวอร์พื้นที่กว้างได้ดีกว่าลินเดอเลิฟ ดังนั้นเพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของวารานออกมา ให้เล่นตัวข้างด้านขวาดีสุด

ส่วนสายดักอย่างลินเดอเลิฟ ให้เล่นเหมือนในทีมชาติสวีเดน เป็นตัวรองคนสุดท้ายจะดีที่สุด แล้วมอบเกมรับให้คนที่เก่งกว่าอย่าง แมกไกวร์ กับ วาราน รับผิดชอบในการเข้าสกัดบอลไป แบบนี้เมคเซนส์สุดแล้ว แม้ใจนึงจะคิดว่า เอาบอลฉลาดของวารานเป็นตัวเซฟคนสุดท้ายน่าจะดีกว่า แต่ชั่งน้ำหนักแล้ว ให้วารานยืนข้างๆแทนดูจะเวิร์ค

ส่วนกองหน้าคู่กับโรนัลโด้นั้น อธิบายไปแล้วว่าควรมีมิติที่ตรงกันข้ามกับโด้ ไม่ใช่ว่าเอา คาวานี่ ลงคู่โด้ในแผนนี้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันไม่เวิร์ค ไม่งั้นจังหวะcounter-attack ใครจะวิ่ง?

มีก็เพียงเมสัน กรีนวู้ดนี่แหละ ที่เหมาะสุดๆแล้วกับแผนตั้งรับรอโต้กลับแบบนี้

2.5 แผน “4-4-2 Diamond” โรนัลโด้หน้าคู่คาวานี่!

หรือเรียกง่ายๆว่าแผนไดมอนด์ แผนที่ทุกคนรอคอยและคาดหวังอยากจะเห็นกันจริงๆ แต่ปีที่แล้วโอเล่ลองครั้งเดียวแล้วเลิกเลย นั่นเป็นเพราะว่า “ทรัพยากรนักเตะ” ไม่พร้อม เนื่องจากแผนนี้จุดเด่นสำคัญ คือมิดฟิลด์สี่คนตรงกลาง

1ตัวต้องเล่นกลางรับต่ำเดี่ยว ชัดเจน ในเหลี่ยมด้านล่างสุดของเพชร

1ตัวต้องเล่นกลางรุกเดี่ยว ในเหลี่ยมบนสุดของยอดเพชร

โดยมีมิดฟิลด์ตัว Carrilero หรือไม่ก็ Mezzala อีกสองคน ยืนเล่นเกมไดนามิคแดนกลาง เหลี่ยมซ้าย-ขวาของไดมอนด์

ส่วนแดนหน้าก็จะเป็นกองหน้าคู่ นี่เป็นอีกformationที่เราจะสามารถใช้โด้เล่นหน้าคู่ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ความแตกต่างที่เราตั้งข้อสังเกตวิเคราะห์ไว้ก็คือ หากว่าทีมต้องการจะเล่นแผนไดมอนด์ ซึ่งมีกองกลางถึง4ตัวในสนามนั้น นั่นแปลว่าทีมมีโอกาสที่จะครองบอลได้สูงมากๆ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การจะใช้คอมโบ “โรนัลโด้-คาวานี่” ที่เหมาะสมนั้น นอกจากจะให้เล่นใน 4-2-3-1 ที่คาวานี่เป็นหน้าเป้าแล้วนั้น อีกแผนนึงที่พอจะเล่นสองนี้คู่กันได้ คือแผนที่เราเล่น 4-4-2 Diamond ที่คุมเกมแดนกลางได้แข็งโป๊กเป็นพื้นฐาน

จากนั้นค่อยหาทางลำเลียงบอลไปให้สองกองหน้ามหาประลัยคู่นี้ ช่วยกันยิงให้ระเบิดเถิดเถิงได้

และเนื่องจากว่า แผนไดมอนด์ เป็นแผนที่ “ไม่ใช้ปีกเลย” แม้แต่ตัวเดียว ดังนั้นกองหน้าคู่แต่เดิมที่เราวิเคราะห์ว่ากรีนวู้ด เหมาะสุดในการจับคู่กับพี่โด้นั้น ในแผนไดมอนด์จึงควรเป็น “โรนัลโด้-คาวานี่” ดูจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะเราใช้มิดฟิลด์ทำเกม ไม่ได้ใช้ปีก

ปีก่อน อันเช่นำแผนไดมอนด์มาปิดผนึกล้อม บรูโน่ แฟร์นันด์ส จนขยับไม่ได้ในพื้นที่ตรงกลาง โดนล้อมกรอบหมดเลยทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง อันเช่สุดยอดมาก

ปัญหาในการจะใช้แผนนี้ของทีมเรา นั่นก็คือ นักเตะแมนยูไนเต็ดชุดนี้ มีมิติการเล่นของมิดฟิลด์ครบอยู่แค่ “3มุม” เท่านั้น (ยิ่งกว่า 3หนุ่ม3มุมของกบแท่งมอสอีก)

กลางรุก เราใช้บรูโน่ได้ เหลี่ยมซ้ายขวา เราใช้ป็อกบาเล่น Mezzala ทางซ้ายที่เขาถนัดเหมือนตอนอยู่ยูเว่ได้ / ขวาเราใช้ เฟร็ด ในการเล่นลูกหาบ Carrilero คอยวิ่งตามเชื่อมบอลจากกลางรับขึ้นไปให้กลางรุกได้

แต่มิดฟิลด์ตัวรับ เราไม่มีใครที่ยืน “กลางรับเดี่ยว” ได้ดีจริงๆสักคน

มุมที่เราขาดจริงๆ คือเหลี่ยมด้านล่าง เนื่องจากแผนนี้จำเป็นต้องมี คนยืนหน้าแผงหลังตรงกลาง หนึ่งตัว ซึ่งเรายังไม่มีตัวแบบนั้นที่จะเล่นได้ จะมีก็แค่ เนมันย่า มาติช คนเดียวที่เล่นตำแหน่งนี้โดยธรรมชาติเลย

แต่..ไม่สามารถนับเป็นตัวหลักได้แล้วเพราะพี่แกไม่ฟิตพอจะรักษาระดับการเล่นได้เต็มเกม หรือลงต่อเนื่องได้ทุกนัด

ดังนั้นผมจึงย้ำว่า ตราบใดที่แมนยูยังไม่ซื้อมิดฟิลด์ตัวรับธรรมชาติเข้าทีมมา ไม่ว่าจะเดแคลน ไรซ์, อีฟส์ บิสซูม่า, อูเรลียัน ชูอาเมนี่ หรือแม้กระทั่ง รูเบน เนเวส 

ถ้ายังไม่มีDM แผนไดมอนด์ก็เป็นแผนที่ยังไม่น่านำมาใช้ตอนนี้

แต่ถ้าจะฝืนใช้จริงๆก็ใช้ได้ ถ้าร่างกายของมาติชดี ก็สามารถใช้มาติชยืนในแผนนี้ได้เช่นกัน แต่ผมคิดว่าโอเล่คงจะไม่นำมาใช้ง่ายๆแน่ ถ้าไม่เจอคู่แข่งพิเศษจริงๆ ยกเว้นเสียแต่ว่า มันจะ “กลายพันธ์” แบบไม่ตั้งใจ จากแผน 4-2-3-1 ดังภาพนี้

วงสีเหลืองคือ formation พื้นฐาน 4-2-3-1 ที่ีทีมจัดตำแหน่งการยืนลงมาในสนาม

แต่ถึงเวลาเล่นจริง อาจจะมีการขยับเกมรุก และขยับตำแหน่งตามเส้นสีแดง ปรับทรงไปเองตามฟังก์ชั่นการเล่นของแต่ละคน จนกลายเป็นไดมอนด์โดยไม่ได้ตั้งใจก็ได้ จากเดิมเป็น แม็คคู่เฟร็ด ตัวรุกสามคนคือ ป็อกบา บรูโน่ กรีนวู้ด ด้านหลังCR7 ก็มีสิทธิ์กลายเป็นไดมอนด์ได้เหมือนกัน แล้วแต่สถานการณ์

2.6 แผน “4-2-2-2” สี่เหลี่ยมคางหมู

แผนนี้มีโอกาสน้อยที่จะเกิดขึ้น แต่ก็เป็นไปได้สูงเหมือนกันที่จะเกิดกับบางนัดบางสถานการณ์คล้ายๆแผนไดมอนด์ เช่น แมนซิตี้ หากว่าวันนั้นเราจะไม่เล่นหลังสามกับซิตี้ ก็จะเป็นแผนสี่เหลี่ยมคางหมูนี้แน่นอน

ปีที่แล้วโอเล่ใช้งานแทคติกนี้เพื่อแก้ทาง “เป๊ป กวาร์ดิโอลาร์” ในสนามหน้างานวันนั้นเลย จริงๆเป็นแผนที่ไฮบริดมาจากเบสของ 4-2-3-1 นี่แหละ แต่ว่าเนื่องจากว่า ทีมแบบแมนซิตี้นั้น กลางแข็งโป๊ก แน่นมากๆ ดังนั้นวิธีการ “หนีเพรส” ของแมนยูไนเต็ด จึงใช้วิธีการ “ถ่างผู้เล่นตรงกลาง ออกข้างให้หมด”

ทรงออกมาเป็นแบบนี้

ดังนั้น บรูโน่ จึงไม่เล่นอยู่ในจุด AM แต่จะใช้มิติความเป็น Advance Playmaker ถ่างออกมาด้านข้างจนเกือบๆจะเป็น RWแทน โดยที่ ปีกขวาอย่างกรีนวู้ดเดิม ก็ขึ้นสูงไปเล่นฟังก์ชั่นเดียวกันกับตัวหน้าเป้า จนสุดท้าย 4-2-3-1 ก็ไฮบริดกลายร่างไปเป็นทรง 4-2-2-2 นี้ได้ ซึ่งแผนนี้มันเกิดขึ้นจริง เห็นจะจะตอนนั่งดู แล้วก็เมื่อมาดูข้อมูลสถิติเชิงวิเคราะห์เรื่องของ Average Position ในการเล่นของผู้เล่นทีมเรา

จะเห็นชัดตำแหน่งการยืนโดยเฉลี่ยในสนามของป็อกบา กับ บรูโน่ มันถ่างออกไปด้านข้างแบบนี้ กลายเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมูหัวกลับแบบในรูปจริงๆ ส่วนเรื่องการใช้งานโรนัลโด้ ในแผนนี้ ก็จะเป็นการเล่น “หน้าคู่” กับตัวที่เหมาะที่สุด อย่างเมสัน กรีนวู้ด โดยที่ไม่ต้องห่วงเรื่องของคนปั้นเกม เพราะมีป็อกบา บรูโน่ ทำเกมรุกเต็มตัวทั้งคู่แบบดันเกมสูง เนื่องจากว่าในแผน 4-2-2-2 นี้ มีอีกสองมิดฟิลด์ที่มีฟังก์ชั่นการเล่นเกมรับ และรับผิดชอบกลางสนามอยู่แล้ว นั่นก็คือdouble pivot แม็คเฟร็ดนั่นเอง ซึ่งมีหน้าที่เล่นรับ

2.7 แผน “4-2-4 เวอร์ชั่น Overloaded” ใช้ในยามต้องการประตูอย่างยิ่งยวด แบบ “กูไม่มีอะไรจะเสียแล้ว”

พูดง่ายๆคือ ในยามที่แมนยูต้องการประตูชนิดที่เรียกว่าชี้เป็นชี้ตาย มีโอกาสที่โอเล่จะปรับเป็นแผนสาย “Overloaded” หรือแผนประเภทเสี่ยงโถมบุกหนักให้เห็นอยู่บ่อยๆ หากว่าเป็นแฟนบอลที่ไม่ได้มีอคติ และสังเกตแทคติกของเขามาตลอดสองปี ก็จะเห็นหลายๆครั้งที่โอเล่เสี่ยงเล่นเกมรุกเต็มตัว

นี่คือแผนที่อาจจะเป็นไปได้ในช่วง “ท้ายเกม” หากมีเกมไหนที่เราเจาะไม่เข้า และเราต้องการประตูแบบคอขาดบาดตาย อาจจะจัดทีมได้แบบนี้ ซึ่งFormationมันก็จะคล้ายๆในข้อ2.4 นั่นแหละ แต่นักเตะจะอัดขึ้นแดนหน้ามากขึ้น และใส่ตัวจบสกอร์+ตัวเปิดบอล เพิ่มเข้าไปมากกว่าเดิมดังนี้

เชื่อว่าเดี๋ยวมีให้เห็นแน่นอน อันนี้ไม่ได้เขียนเล่นๆหรือเอาตลก ถ้าวันไหนที่เจาะประตูคู่แข่งไม่ได้ มีโอกาสที่โอเล่จะเสี่ยงทุ่มตัวรุกหมดหน้าตาก และคาวานี่จะถูกส่งลงมาเป็นกองหน้าในกรอบคู่กับโรนัลโด้ กลางถูกถอดออกไปตัวนึงเพื่อใส่ตัวปั้นเกมรุกเพิ่ม ไม่ว่าจะซานโช่หรือกรีนวู้ด แล้วใช้ป็อกบา บรูโน่ ขึง บวกกับลูกครอสยัดของ ลุค ชอว์ และ ดาโลต์ เข้าไปให้เป้าโหม่งซึ่งมีเพียงตรงกลาง อย่างโด้ คาวานี่ หรือป็อกบา

ยิ่งถ้าได้ลูกเซ็ตพีซ ไม่ว่าจะเตะมุมหรือฟรีคิก เราก็จะตะบี้ตะบันบอมป์มันเข้าไปเพื่อให้เข้าหัว 4เป้าอันตรายของเรากลางอากาศ นั่นก็คือ หัวโด้ หัวดี้ หัวราฟา และ หัวโต สี่คนนี้ต้องมีสักคนได้โหม่งแน่นอนถ้าบอมป์เข้าไปแม่นๆ โดยตัวครอสอย่าง ชอว์ หรือ แม้กระทั่งดาโลต์ ถ้าถูกส่งลงมาโถมเกมบุกท้ายเกม

ไม่ตลกนะอันนี้เขียนจริงๆ

3. แผนที่เป็นไปได้ยาก

3.1 แผน “4-3-2-1” Christmas Tree โด้ยืนหน้าเป้า

แผนนี้คือการใช้ มิดฟิลด์สามตัว ยืนอยู่หน้าแบ็คโฟร์ แล้วใช้ตัวรุกสองคน ด้านหลังกองหน้าหนึ่งคน ซึ่งปีก่อนเคยมีอยู่ครั้งสองครั้งที่ทีมยืนทรงแบบนี้ โดยให้ป็อกบาลงต่ำไปยืน LCM กลางอีกสองคนคือ แม็คเฟร็ดตามลำดับ

อย่างที่บอกไปว่า แผนการใช้ตัวรุกเพลเมคเกอร์สองคนหลังกองหน้า แบบเดียวกับเชลซีนั้นไม่ใช่ธรรมชาติของทีมเรา จึงเกิดขึ้นได้ยาก แต่ถ้าจะใช้จริงๆ ก็ปรับได้ตามนี้ โดยให้พี่โด้เป็นยอดของต้นคริสต์มาส รอจบสกอร์เน้นๆ ส่วนตัวรุกด้านในสองตัว คนแรกที่จองสัมปทาน เป็นบรูโน่แน่นอนอยู่แล้ว แต่อีกคนนึงตอนแรกคิดว่าจะใช้ป็อกบาคู่กัน แต่ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วใครจะเล่นตรงกลางในแผน กลางต่ำสามคน? เพราะฉะนั้นคงต้องดึงป็อกต่ำ แล้วใช้อีกคนที่เล่น AMจำเป็นได้ นั่นก็คือ ซานโช่ ที่ปกติชอบหุบเข้ามาเล่นตรงกลางบ่อยๆอยู่แล้ว

ไหนๆก็มีมิติความเป็น Advance Playmaker ทับกันกับบรูโน่อยู่พอดี น่าลองจับคู่ บรูโน่-ซานโช่ ปั้นเกมคู่เหมือนที่เชลซีใช้ ฮาแวร์ตซ + เม้าท์ ก็น่าจะดี

3.2 แผน “4-4-2 Winger” โด้เล่นหน้าคู่ + ปีกตัวรุกคู่

เป็นอีกหนึ่งแผนที่ต้องบอกเลยว่าเกิดยาก ใครที่คิดว่าได้โด้มา แล้วจะเล่น 4-4-2 หน้าคู่ไปเลยนั้น อาจจะหวังยากหน่อย เพราะปัจจัยทีมเรามันไม่เอื้อให้กลับไปเล่น 4-4-2 เหมือนทีมป๋ายุค90sแล้ว เนื่องจากว่าปัจจุบันเราใช้  “มิดฟิลด์ตัวรุก” (เป็นแกนหลัก)

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราพึ่งพาการเล่นและจินตนาการของ “บรูโน่ แฟรนันด์ส” เป็นอาวุธหลัก

หากว่าเล่น 4-4-2 บรูโน่จะไม่มีตำแหน่งให้ลงทันที (จะให้เอาไปยืนปีกก็โคตรเสียของนะบอกเลย)

ไม่ว่าจะเป็นแบบ Classic โอลด์สคูลเหมือนป๋าเลย ที่ใช้ LM กับ RM เป็นกิ๊กส์ เบ็คส์ เรื่องนี้ลืมไปได้เลย เราไม่มีตัวริมเส้นที่มีมิติมิดฟิลด์ควบอยู่ด้วยในนั้น ปัจจุบันตัวรุกริมเส้นคือตัวรุกไปเลย ไม่ใช่มิดฟิลด์ด้านข้างเหมือนสมัยก่อน

หรือจะเป็น 4-4-2 Winger ที่กลางต่ำสองคน แล้วปีกตัวด้านข้างสองคน กองหน้าคู่อีกสองคน แบบนี้ก็ไม่มีที่ให้บรูโน่ลงอีกอยู่ดี ที่สำคัญคือ มีสิทธิ์โดนคู่แข่งคุมเกมสูงมาก เพราะมิดฟิลด์ตัวกลางเราเหลือแค่สองคน แล้วก็ไม่มีใครช่วยแล้ว (แผนปัจจุบันยังให้บรูโน่ตามลงมาช่วยรับบอลได้)

ดังนั้น 4-4-2 จึงเป็นแผนที่หวังให้เกิดได้ยากมากๆในยุคนี้ของลูกทีมโอเล่ ซึ่งเราก็ไม่จำเป็นต้องเล่นด้วย

แต่ถ้าอยากเล่นจริงๆ จะจัดเป็น 4-4-2 Winger ได้ดังนี้

ดูจากไลน์อัพและการจัดตัวในแผนนี้ ผมบอกตรงๆเลยว่า มันดูดีมากเลยนะ น่าสนใจมาก และก็น่าจะใช้ได้จริงด้วย เพราะตรงกลางแน่นเนื่องจากมีแม็คเฟร็ดยืนคู่กัน / ซ้ายใช้ป็อกบาทำเกมฝั่งLW ส่วนขวาก็ใช้ซานโช่เล่นปีกRWไป กองหน้าคู่ เช่นเคย ยังควรเป็นคู่ โรนัลโด้-กรีนวู้ด เป็นหลักๆ

ทุกอย่างดูเหมือนจะดูดีและราบรื่น แต่สาเหตุที่ใส่แผนนี้มาไว้ในหัวข้อ3 ในเรื่องแผนที่เป็นไปได้ยากนั้น เป็นเพราะว่า “บรูโน่ แฟร์นันด์ส” จะหายไปจากทีมแบบไร้ร่องรอยเลย

เพราะไม่มีตำแหน่งให้พี่แกลง ยืนมิดฟิลด์ตัวต่ำก็ไม่แกร่งพอ ยืนปีกอาจจะพอได้ แต่ก็ไม่เวิร์คมากนักเนื่องจากไม่มีความเร็วเท่าซานโช่ในตำแหน่งRW

ประสิทธิภาพของบรูโน่ก็จะถูกลดทอนลงไปครึ่งนึงเลย เพราะอยู่ห่างประตู และไม่ได้เล่นตรงกลาง

แผนนี้จึงเกิดขึ้นได้ยากมากจริงๆสำหรับ 4-4-2 ในยุคนี้

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือการสรุปรวบรวม “สูตรประจัญบาน” ทั้งหมดที่จะนำกองหน้ามหาประลัยของเราไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยประยุกต์คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เข้ากับแผนการเล่นที่เหมาะสม และตัวผู้เล่นปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า เราสามารถนำพี่โด้ไปใช้งานในแผนต่างๆได้มากมายหลายแผนเลยทีเดียว

ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตอนนั้นว่า ทีมต้องการแทคติกแบบไหน และต้องจัดการกับรูปเกมยังไง เดี๋ยวการใช้โรนัลโด้ก็จะออกมาเอง แต่หลักๆคือยังไงแกก็ต้องเป็น “กองหน้า” เท่านั้น คงจะให้กลับมาเล่นปีกหรือตัวริมเส้นยากแล้ว

แต่แค่กองหน้าอย่างเดียว เราก็มีรูปแบบการใช้โด้ที่มากมายหลายแผนเหลือเกิน ตามสภาพทีมที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็เกือบจะดีแล้ว ขาดแต่เพียงแค่มิดฟิลด์ตัวรับอย่างเดียว ไม่งั้นเราแทบจะสามารถจัดFormationได้ทุกรูปแบบในโลกนี้ เพราะขุมกำลังพร้อมมากๆ ก็ได้แต่หวังว่าถ้าปีนี้มีลุ้นแชมป์จริงๆ ช่วงตลาดหน้าหนาวขอเสริมกลางต่ำเข้ามาอีกสักคนนึงแก้ขัดก่อน ทีมจะมีลุ้น และลงตัวมากกว่าเดิมเยอะ

ยังไงก็ตาม นี่คือความเป็นไปได้ทั้งหมดเท่าที่พอจะมองเห็นการใช้ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ในการเป็นเครื่องจักรสังหาร พาปีศาจแดงขยี้คู่แข่งให้เละเทะเหมือนสมัยก่อน แผนการเล่นทั้งหมดที่จัดได้ และการเลือกตัวให้เหมาะสมกับแผนนั้นๆ ก็จะมีประมาณนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วเรายังเล่นอะไรได้อีกเยอะแยะมากมาย เช่น

แผน “4-2-3-1 Narrow”

ใส่เบอร์น้องแม็คผิด อย่าสนใจ

สามตัวรุกหลังกองหน้า ใช้ตัวเพลเมคเกอร์สามคน หุบเข้ามาเล่นเร็วร่วมกันในแดนกลาง ซึ่งเหมาะเหลือเกินในการใช้ตัวที่เซนส์ทันกันอย่าง บรูโน่ ดอนนี่ มาต้า สามสมาชิกกลุ่มโจรเงามายา ที่เล่นเร็วจนไม่มีใครตามจับได้ เหมาะสำหรับการเจาะช่องคู่แข่งที่รับลึก แต่แผ่แนวรับออกด้านข้างกว้าง (wide area)

แผน “5-3-2 มิชชั่นอิมพอสซิเบิล” อุดลืมโลก

แผนนี้ก็เล่นได้ ถ้าเกิดสถานการณ์ประเภทที่ว่าเกมUCL เลกแรกไปชนะมาได้ แล้วเลกสองเราจะเน้นผล และต้องการอุดประตู สามารถจัดแผนหลัง5 กลางสาม แล้วทิ้งกองหน้าไว้สักสองตัวขำๆแบบนี้ก็ใช้ได้

อย่าดูถูกนะ มันใช้งานได้จริงๆ และการจอดรถบัสอุดเพื่อผลลัพธ์ในการเข้ารอบก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่อย่างใดในยุคนี้

มันคือ “แทคติก” ล้วนๆ

และทั้งหมดนี้ คือแผนการที่ทีมเราจะใช้ในซีซั่นนี้ อย่างน้อยๆก็ครึ่งฤดูกาลแรก

แผนเหล่านี้คือวิธีการใช้ CR7 ให้และเกิดประโยชน์สูงสุดครับ ที่เหลือนอกจากแผนก็อยู่ที่ปัจจัยอื่นแล้วที่เราต้องเอาใจช่วยกัน

ไม่ว่าจะเป็นการแก้เกม ความมุ่งมั่น การจูนทีมที่มีนักเตะใหม่เข้ามาให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน รวมถึงดวงแชมป์ที่อาจจะต้องมีเล็กน้อย

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่วางแทคติกกันสนุกสนานทีเดียวสำหรับโค้ชที่บ้าแทคติกอย่างโอเล่ กุนนาร์ โซลชา

-ศาลาผี

ของแถมเอาฮา แผน 4-0-6 ไหนๆก็ไม่ได้กลางรับ ตัวที่มีก็เจ็บ งั้นเล่นแผนหลัง4หน้า6 ไปกระจุกในเขตโทษคู่แข่งแล้วโยนยาวใส่พวกมันเลย!!!


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com