“ผมอยู่ทีมโรนัลโด้เสมอ” ของขวัญวันเกิดบนเส้นทางชีวิต Bruno Fernandes


นี่คือเส้นทางชีวิตที่ผ่านมาของบรูโน่ แฟร์นันด์ส ในฐานะนักฟุตบอล เรื่องราวชีวิต, พลังยิ่งใหญ่จากครอบครัวอันอบอุ่น และสำคัญ ความรู้สึกของบรูโน่ชายผู้เป็นไอดอลตลอดชีิวิตของเขาอย่าง CR7 มันลึกซึ้งกว่าที่แฟนบอลจะคาดคิดว่าเขารักพี่โด้ขนาดไหน และนั่นคือสาเหตุว่าทำไม บรูโน่ถึงมีความฝันอยู่ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด!

บรูโน่ แฟร์นันด์ส หรือชื่อเต็มๆ “Bruno Miguel Borges Fernandes” เกิดวันที่ 8 กันยายน 1994 ที่เมือง มาญ่า (Maia) แถบเหนือของมหานครPorto ซึ่งอยู่ตอนบนของประเทศโปรตุเกส

บรูโน่เกิดในครอบครัวปานกลางที่มี และมีชีวิตวัยเด็กที่เติบโตขึ้นมาพร้อมๆกับพี่ชายของเขาอย่าง Ricardo แม้จะไม่มีข้อมูลมากนักเกี่ยวกับที่ครอบครัวของเขา แต่คุณพ่อของบรูโน่ คืออดีตนักฟุตบอลที่แขวนสตั๊ดเลิกเล่นฟุตบอลเพื่อที่จะทำให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

และเรื่องของ “เบอร์ 8” ที่เป็นเบอร์ประจำตัวของบรูโน่ และถึงขนาดเจ้าตัวสักเอาไว้บนแขนขวานั้น หลายๆคนอาจจะไม่รู้ที่มาที่แท้จริงของมัน แต่เบอร์ 8 มันคือ “เบอร์เสื้อของพ่อ” ในขณะที่คุณพ่อยังค้าแข้งเป็นนักเตะอยู่นั่นเอง บรูโน่จึงเลือกเบอร์8 เพื่ออุทิศให้พ่อของเขา

ส่วนอีกฝั่งหนึ่งของรอยสักนั้น คือตัว “F” ซึ่งก็เป็นนามสกุล Fernandes นั่นเอง

อีกประการหนึ่งก็คือ เลขนี้มันเป็นวันเกิดของเขาด้วยที่เกิดวันที่ 8 กันยายน นั่นเอง

ส่วนคุณแม่ของบรูโน่นั้น จริงๆแล้วเป็นแฟนตัวยงของ FC Forto แต่เธอก็เริ่มหันมาเชียร์ Sporting CP ด้วยในภายหลังที่ลูกชายของเธอย้ายมาอยู่ทีมนี้

Ricardo Fernandes (คนใส่หมวกทางซ้าย) พี่ชายของเขาที่เติบโตมาด้วยกันนั้น เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลเช่นกัน และปัจจุบันทำงานด้านบุคลากรทางการแพทย์ เป็นผู้ช่วยพยาบาลอยู่ที่ Surrey and Sussex Healthcare NHS Trust อยู่ที่  East Surrey Hospital แถบ East Sussex ภาคการปกครองตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ แถมยังได้มาลงเล่นในทีมท้องถิ่นในแถบที่เขาอยู่นั้นด้วย กับทีมเล็กๆอย่าง Billingshurst FC

นอกจากพี่ชายและน้องสาว บรูโน่ก็ยังมีลูกพี่ลูกน้องเป็นนักฟุตบอลเช่นกัน นั่นก็คือ Vitor Borges ที่ปัจจุบันอายุ 37 ปีแล้ว และเคยเป็นนักเตะเยาวชนของ Boavista เช่นเดียวกัน ปัจจุบันอยู่กับทีมเล็กๆอย่าง Inter Milheirós FC ในเมือง Maia บ้านเกิดของบรูโน่นั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นตระกูลนักฟุตบอลบ้านหนึ่งอย่างแท้จริง

ริคาร์โด้ พี่ชายของบรูโน่ ได้เล่าให้ฟังว่า บรูโน่ตั้งเป้าเป็นนักฟุตบอลจริงจังมาตั้งแต่เด็ก โดยไม่มี “แพลนบี” อื่นใดทั้งนั้นนอกจากต้องการจะเป็นนักฟุตบอลให้ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดทั้งนั้นที่จะมาเป็นอุปสรรคต่อความฝันในการเป็นนักฟุตบอลของเขา แม้จะต้องลงเล่นกับคู่แข่งที่มีขนาดตัวไซส์ใหญ่กว่าเขามากเพียงใดก็ตาม

สำหรับเด็กที่มีความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะเป็นนักบอลนั้น ไม่มีอะไรชัดเจนไปกว่าการที่เขายอมอุทิศทุกสิ่งทุกอย่าง และเลือกที่จะทุ่มเทชีวิตให้กับการเป็นนักฟุตบอลอย่างเต็มตัวด้วยการออกจากโรงเรียนมาก่อนที่จะจบ เกรด11 และมาอยู่กับสโมสร Boavista ในช่วงที่เป็นเยาวชน เป็นเวลา 8 ปี ระหว่างปี 2004-2012

ภาพบรูโน่ตอนเด็กๆที่เราเห็นกันบ่อยๆภาพนี้ ก็คือตอนที่เขานั่งเล่นเกมกับเพื่อน ก่อนจะไปซ้อมบอลตอนเป็นนักเตะเยาวชนที่ Boavista นั่นเอง

Baovista คือสถานที่ที่หล่อหลอมวัยเด็กของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเล่นหรือคาแรคเตอร์ของเขา ล้วนแล้วแต่ปั้นมาจากที่นี่ทั้งสิ้น จนกลายมาเป็นเขาในปัจจุบัน (ทุกวันนี้บรูโน่ก็ยังกลับไปที่ Boavista อยู่เลยเวลาอยู่บ้านที่โปรตุเกส ล่าสุดก็เพิ่งไปฝึกซ้อมเรียกความฟิตมาช่วงพักลีก)

แต่สถานที่เริ่มต้นอย่าง Boavista ไม่ได้สำคัญกับชีวิตของบรูโน่แค่เรื่องฟุตบอลเพียงอย่างเดียว..

หลังจากเป็นนักเตะเยาวชนในสโมสรบ้านเกิดอยู่หลายปี ผ่านมาสามสโมสรในช่วงเยาวชนกับ สโมสร Infesta, Boavista และ Pasteleira จนเมื่อเขาโตเด็กหนุ่ม บรูโน่ก็ย้ายถิ่นฐานไปอยู่กับสโมสร Novara ในอิตาลี ซึ่งได้เล่นในทีมเยาวชนเพียงไม่กี่สัปดาห์ เขาก็ได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และเดบิวต์ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพที่นี่

สิ่งที่เกิดกับบรูโน่ เมื่อย้ายมาอยู่กับNovara ตอนอายุ 17 ปีนั้น เขาพบว่าการสื่อสารด้วยภาษาอิตาลีของเขานั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากต่อการเล่นที่นี่ จนเจ้าตัวเป็นโฮมซิค และเกือบจะถอดใจในเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอยู่แล้ว

แต่คนที่ทำให้บรูโน่สามารถต่อสู้จนลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่นได้สำเร็จนั้น มาจากความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ และก็ครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่แฟนสาวของเขาที่ยอมออกจากโรงเรียน และย้ายตามมาอยู่เคียงข้างกับบรูโน่ที่ประเทศอิตาลี

“อนา พินโญ่” เธอคือผู้หญิงคนนั้น

ในสมัยที่บรูโน่ยังเรียนอยู่ไฮสคูล Boavista ที่นี่คือที่ๆเขาได้เจอกันเป็นครั้งแรกกับ อนา พินโญ่ (Ana Pinho) ตอนที่ทั้งคู่อายุ 16 ปี เป็นเพราะ “โชคชะตา” (Destiny) ที่ทำให้พวกเขาได้มาเจอในชั้นเรียนเดียวกัน เริ่มเดทกันที่นั่น และคบหาดูใจกันจนตามมาอยู่ด้วยกันที่อิตาลีภายหลัง

ปัจจุบัน อนา พินโญ่ คือ ภรรยาของบรูโน่ แฟร์นันด์ส นั่นเอง ทั้งคู่คบหากันมานาน ก่อนที่จะตกลงใช้ชีวิตร่วมกันในปี 2015

อนาเป็นแม่บ้านเต็มตัว และไม่ได้ออกสื่ออะไรมากนัก บนโซเชียลมีเดียที่เห็นบ่อยๆก็จะโพสต์เรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับชีวิตประจำวันและก็ครอบครัวของเธอ

อนา พินโญ่ เกิดวันที่ 18 เมษายน 1994 ใน Boavista ย่านชุมชนขนาดใหญ่ที่เป็นพื้นที่ตั้งของสถานที่ทางวัฒนธรรมร่วมสมัยต่างๆมากมายในนคร Porto ประเทศ โปรตุเกส ทั้งร้านค้าระดับไฮเอนด์ หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะล้ำสมัย ร้านอาหารเรียบง่าย และวิลล่าอันเขียวชอุ่ม

และอนาก็ได้พบกับชายหนุ่มจาก Maia คนนี้ ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานาน ก่อนที่จะพัฒนาระดับความสัมพันธ์ด้วยการแต่งงาน เป็นสามีภรรยากันในวันที่ 23 ธันวาคม ปี 2015

บรูโน่ กับ อนา มีครอบครัวเล็กๆที่น่ารักด้วยกัน และยังมีลูกด้วยกันอีกสองคนในปัจจุบัน คนแรกก็คือ มาทิลด์ แฟร์นันด์ส (Matilde Fernandes) ลูกสาวคนโตอายุ 4 ขวบ ที่เกิดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2017

และบ้านแฟร์นันด์ส ยังมีลูกชายอีกคน นั่นก็คือหนูน้อย กองคาโล่ แฟร์นันด์ส (Goncalo Fernandes) ที่เกิดเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2020 เพิ่งจะครบ 1ขวบเต็มไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา ซึ่งชื่อของ Goncalo เทียบเคียงกับภาษาสเปน ก็คือชื่อ Gonzalo นั่นเอง

บรูโน่ไม่ได้บอกเอาไว้ว่าทำไมถึงได้เลือกชื่อนี้ให้ลูกชาย แต่เจ้าตัวเปิดเผยว่า กองคาโล่อาจจะไม่ใช่คนสุดท้าย และให้สัมภาษณ์เมื่อปีก่อนว่า

“ผมอยากมีลูกสักสามคน”

ดังนั้นเป็นไปได้สูงที่เราจะได้เห็นทายาทคนที่สามของบรูโน่ในอีก1-2ปีข้างหน้านี้อย่างที่เจ้าตัวต้องการ เพราะบรูโน่เคยบอกตอนมีลูกคนแรกว่า

“ผมอยากจะได้เป็นพ่อคนไวหน่อย เพราะเมื่อลูกสาวผมโตขึ้น ผมก็จะได้ยังไม่แก่มาก”

เห็นได้ชัดว่า สิ่งที่เป็นเหมือนพลังงานสำคัญของบรูโน่ แฟร์นันด์ส มาตลอดชีวิตของเขา ก็คือ “ครอบครัว” อย่างแท้จริง

คุณพ่อที่ยอมเลิกเล่นฟุตบอลเพื่อครอบครัว คุณแม่ที่ตามดูแลสนับสนุน และพี่ชายที่ร่วมเติบโตด้วยกันมา จนถึงแฟนสาวที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อร่วมหัวจมท้ายกับชายคนนี้ จนสร้างครอบครัวที่น่ารักเกิดขึ้น

ครอบครัว คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของบรูโน่ แฟร์นันด์ส

หลายๆครั้งที่เราเห็นบรูโน่อัพภาพเล่าเรื่องราวบนพื้นที่บนโซเชียลนั้น ถ้าไม่ใช่นักฟุตบอล ก็จะเป็นครอบครัว และลูกๆของเขาทั้งนั้น ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่รู้ว่า นักเตะรายนี้มีงานอดิเรกอะไรบ้าง เท่าที่ทราบตามข้อมูลก็คือ บรูโน่นั้นชอบดูรายการโทรทัศน์ ดูภาพยนตร์ ชอบเรื่องอาหารการกิน และรวมถึงเกมฟุตบอลด้วย


แน่นอนว่า จัดเซ็ตใหญ่ไฟกะพริบขนาดนี้ ซูชิคือหนึ่งในของโปรดของพี่หนวดชัวร์ๆ

แต่นอกจากงานอดิเรกเหล่านั้น ก็คือการอยู่กับครอบครัว และลูกๆเป็นหลักนี่แหละที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขาแล้ว เราจะเห็นภาพที่เธอกับลูกๆตามไปเชียร์คุณพ่อ และปรากฏตัวที่โอลด์แทรฟฟอร์ดอยู่เป็นประจำ

แรงสนับสนุนจากครอบครัว ทำให้บรูโน่เป็นนักเตะที่มีทัศนคติ และพลังงานที่ดี เนื่องจากมีสถาบันครอบครัวเป็นตัวค้ำจุนให้เขาทำทุกอย่างด้วยแรงใจอันดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นวันที่เล่นดีหรือเล่นแย่ พ่ายแพ้หรือประสบความสำเร็จก็ตาม

แรงใจเหล่านี้จะรอคอยเขาอยู่ที่บ้านเสมอ

มาทิลด์นั่งขวางประตูไม่ให้ปะป๊าไป ในวันที่บรูโน่กำลังจะไปแข่ง ก่อนที่จะระเบิดฟอร์มพาทีมเอาชนะลีดส์ไป 6-2 ซีซั่นที่แล้ว

เรื่องราวของบรูโน่ หลังจากที่ย้ายมาตั้งรกรากอยู่ที่อิตาลีนั้น เมื่อเขาอยู่กับ Novara ได้หนึ่งปี หลังจากปรับตัวได้แล้วนั้น เขาก็ถูกสโมสรที่มีชื่อเสียงอย่าง อูดิเนเซ่ ดึงตัวไปร่วมทีมอยู่สามปี ระหว่าง 2013 ถึง 2016 ก่อนจะย้ายไปอยู่กับ ซามพ์โดเรีย อีกหนึ่งฤดูกาล แล้วในที่สุดก็กลับไปค้าแข้งที่บ้านเกิดอย่าง Sporting CP ในปี 2017-2020 เป็นเวลาสองปีครึ่ง ระเบิดฟอร์มสุดยอด ด้วยการลงสนาม 137 ยิงไป 63 goals กับอีก 52 assists กับสปอร์ติ้ง

สุดท้ายแล้วแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ก็คว้าตัวเขามาในที่สุดเมื่อปลายเดือนมกราคม ฤดูกาล 2019/20

ดีลแห่งทศวรรษ

แมนยูไนเต็ด คว้าตัวบรูโน่ แฟร์นันด์ส ด้วยค่าตัว 46.5 ล้านปอนด์ ในเบื้องต้น และมีโอกาสอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก 21.1 ล้านปอนด์ เป็นโบนัสตามเงื่อนไขต่างๆ โดยที่หากมีการขายเขาในอนาคต สปอร์ติ้งจะได้ส่วนแบ่งค่าตัวของบรูโน่ราว 10% ของราคาขาย (ซึ่งแมนยูคงไม่ขายแล้วล่ะ)

การย้ายทีมมาในครั้งนี้ เขาได้ยกระดับปีศาจแดงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เปลี่ยนทีมที่ไม่มีทรงการเล่น กลายเป็นมีความหวังที่จะกอบกู้ชื่อเสียงที่ตกต่ำมานานหลายปี และกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ที่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ดอย่างรวดเร็ว ผ่านความทุ่มเท passion และฝีเท้าอันน่าทึ่งที่แบกทีมด้วยการทั้งยิงทั้งจ่าย จนทำให้แฟนบอลเริ่มมองเห็น “ความหวัง” ที่ทีมจะกลับมาคว้าแชมป์ได้รางๆบ้างแล้ว

จนถึงตอนนี้ เขาคือผู้เล่นคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งในทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดชุดปัจจุบันของโอเล่ กุนนาร์ โซลชา

เรื่องราวตอนที่เซ็นสัญญากันนั้น บรูโน่ได้เปิดเผยให้ทุกคนได้รู้ว่า เขาดีใจมากๆ และร้องไห้ด้วยน้ำตาแห่งความดีใจออกมา ตอนที่รู้ว่าได้เซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นสิ่งที่เติมเต็มความฝันในวัยเยาว์ของเขา

ในขณะที่นักเตะหลายๆคนเวลาเซ็นสัญญากับสโมสรใหม่ ก็มักจะพูดว่า “มันคือความฝันในวัยเด็กที่เป็นจริง” เป็นแพทเทิร์นแบบอยู่เป็น ทั่วๆไปที่เราเห็นกัน

แต่สำหรับบรูโน่ แฟร์นันด์ส คำนั้นมันคือความรู้สึกที่ออกมาจากใจแบบเรียลโคตรๆของเขาจริงๆ

บรูโน่มักจะเล่าถึงความผูกพันกับสโมสรแมนยูไนเต็ดมานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อไอดอลของเขา ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมในทีมชาติ และยิ่งกว่าฝันเสียอีก เมื่อตอนนี้ไอดอลของเขาอย่าง “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ได้กลายมาเป็นเพื่อนร่วมทีมในสโมสรเดียวกันที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในปัจจุบันกับบรูโน่เรียบร้อยแล้ว

และก็คงจะเป็นเหมือนความฝันสำหรับนักเตะเยาวชน และเพื่อนร่วมทีมอีกหลายๆคนที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กับการได้อยู่ร่วมทีมกับตำนานนักเตะผู้ซึ่งถูกปั้นจากที่นี่จนกลายเป็น 1ใน2 “GOAT” ในประวัติศาสตร์ลูกหนังโลก

และยังคงลงสนามอย่างแข็งแกร่งจนอายุเกือบจะไม่มีผลอะไรกับชายคนนี้

ในชีวประวัติเชิงลึกของเขาที่ไว้ให้กับทางเว็บไซต์ The Players Tribune บรูโน่เคยเล่าเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆของเขาไว้อย่างละเอียดในบทความชื่อ “Cover Your Ears” สิ่งที่เล่ามีหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในวันคริสต์มาสในวัยเด็กของเขา มันชัดเจนอย่างมากว่า บรูโน่ผูกพันกับยูไนเต็ดเช่นใด บรูโน่เล่าเอาไว้ดังนี้

————————-—

เริ่มจากพี่ชายผมเลย เรื่องราวของผมจะขาดเขาไปไม่ได้ นอกจากจะเป็นพี่ของผมแล้วนั้น แย่กว่านั้นคือเขาเป็นแฟนบาร์ซ่าเนี่ยสิ เพราะงั้นเราเล่าเรื่องตลกของเขาก่อนเลยดีไหม?

เราโตมาด้วยกันด้วยความสัมพันธ์มันส์ๆเล็กน้อย เพราะเขาแก่กว่าผมห้าปี และเราแชร์ห้องนอนด้วยกันตลอด ตอนที่ยังเด็กๆอยู่ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก มันสนุกดี แต่พอเขาเริ่มโตขึ้น ช่วง15-16 แล้วเขาอยากพาเพื่อนมาบ้าน นั่นแหละครับเราเจอปัญหาใหญ่เลย เขาอยากได้ความเป็นส่วนตัว ส่วนผมก็วิ่งเล่นรอบบ้าน เล่นนู่นเล่นนี่เหมือนน้องชายปกติทั่วไปทำ ซึ่งเขาคงรำคาญแน่ๆล่ะ

เขาก็คอยพูดกะผมบ่อยๆว่า “บรูโน่ เอ็งไปเล่นข้างนอกไป๊!”

จริงๆต้องขอบคุณเขากับเพื่อนนะ เพราะความทรงจำส่วนใหญ่ตอนเด็กมันเลยทำให้ผมไปเตะบอลที่สวน หรือไม่ก็เป็นภาพที่ผมถือลูกบอลไปโรงเรียน ผมไม่รู้ว่าที่อื่นเป็นไงนะ แต่ที่โปรตุเกสโดยเฉพาะในสมัยนั้น ช่วงยูโร2004 มีแต่นักเตะที่ยิ่งใหญ่ทั้งนั้นในทีมชาติโปรตุเกส ถ้าคุณรักฟุตบอล คุณจะหายใจเข้าออกเป็นมันเลย

มันเป็นช่วงเวลาที่เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ยังเป็นดาวรุ่ง แล้วเป็นจุดพีคของโรนัลดินโญ่ ยุคนั้นไม่ว่าจะที่ไหน เด็กๆมักจะเถียงกันเสมอว่าใครเก่งกว่ากัน ซึ่งแน่นอน ผมกับพี่ชายก็ไม่ต่างกัน กับคำถามที่ว่า ปีนี้ใครจะได้บัลลงดอร์ ใครจะยิงเยอะกว่ากัน แล้วใครกันแน่ที่เป็น GOAT?

ผมอยู่ทีมโรนัลโด้เสมอ

ส่วนพี่ผม ก็อยู่ทีมเมสซี่เสมอเช่นกัน!

มีคริสต์มาสนึง ผมกับพี่ชายไปอยู่กับพ่อที่สวิตเซอร์แลนด์ ตอนนั้นพ่อผมทำงานอยู่ที่นั่น ซึ่งยุคนั้นยากมากๆที่จะหาซื้อเสื้อบอลสักตัว ไม่เหมือนสมัยนี้ที่หาได้ง่ายๆจากอินเตอร์เนต

ที่โปรตุเกสเสื้อพรีเมียร์ลีกมันไม่ได้หาซื้อได้เสมอไป และถ้ามีมันก็แพงมากๆ เพราะงั้นวันนึงเราได้ไปที่ช็อปของไนกี้ และพ่อของเราก็ให้พวกเราซื้อแจ็คเก็ตได้คนละตัว

มันต้องตัดสินใจหนักเลยนะ คุณรู้ไหม พี่ผมจะเอาเสื้อบาร์เซโลน่าสีเหลืองเพราะเมสซี่ ส่วนผม.. ผมภูมิใจมากที่จะบอกว่าผมเป็นคนมีรสนิยมตั้งแต่สมัยนั้น

ของมันแน่อยู่แล้ว ผมเลือกเสื้อแมนยูไนเต็ด

ผมยังจำเสื้อแจ็คเก็ตตัวนั้นได้อยู่เลย สีฟ้าแถบขาว มีสีแดงแซมนิดหน่อย

และเพราะคริสเตียโน่นี่แหละ ทีมในฝันของผมในอังกฤษจึงเป็นแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด

ครูผมเคยบอกว่า “บรูโน่ ฟุตบอลมันเป็นไม่ใช่ฝันที่เกิดขึ้นได้จริงหรอกนะ มันมีการแข่งขันสูงมากๆ เธอต้องเรียนหนังสือ” และผมก็คิดในใจว่า “โอเค ขอบคุณมากๆครับคุณครู ถ้างั้นผมจะฝึกให้หนักยิ่งขึ้นไปอีกแล้วกัน!”

ผมคิดว่าถ้าคุณมีความฝัน คุณจะต้องเอาตัวลงไปอยู่กับมันเยอะๆ คุณต้องมีความคิดสร้างสรรค์ด้วย ตอนที่โตขึ้นมา เราจะเอาบอลไปเตะกันตรงไหนก็ได้ทุกๆที่ ตั้งเสาโกลด้วยแท่งไม้ในสนามที่มีทรายมากกว่าหญ้า

แน่นอน ถึงจะเตะบอลกันในสนามแบบนั้นเกมมันก็ดุเดือดเข้มข้นได้เหมือนกัน และมันก็มีการเถียงกันเกิดขึ้นมากมาย

ในแง่หนึ่งมันทำให้ผมนึกถึงเพื่อนร่วมทีมยูไนเต็ดของผมอย่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ที่เมื่อไม่นานมานี้เราโต้เถียงกันเล็กน้อยซึ่งมันถูกไมโครโฟนจับเสียงได้ในระหว่างเกมยูโรปาลีกรอบรองชนะเลิศ แล้วหนังสือพิมพ์ก็เอาไปลงข่าวกันใหญ่โต แต่สำหรับผมแล้วมันก็เหมือนๆกันกับตอนเตะบอลสมัยเด็กที่บ้านเกิดที่ มาญ่า ในโปรตุเกส นี่แหละคือการเล่นฟุตบอล นี่คือวิธีการสื่อสารกัน เพราะถ้าคุณพูดหรือทำอะไรผิด ผมก็จะบอกออกมาทันที ผมเล่นฟุตบอลแบบเอาจริงเอาจัง ณ เวลานั้นๆ

แต่มันก็จบแค่ในสนาม มีแค่นั้นเลย วันรุ่งขึ้นเราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนปกติ เรากอดกัน เดินหน้าต่อด้วยกันเหมือนเดิม

ด้วยความสัตย์จริง ผมชอบการวิจารณ์นะ เพราะมันจะทำให้คุณพัฒนาตัว และรับรู้ว่าคุณจะมาทำเป็นเล่นๆชิลๆไม่ได้ คำวิจารณ์ช่วยกระตุ้นผม คุณก็รู้ คนบางคนเป็นประเภท “yes men” อะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ผม ผมอยากให้คนอื่นๆ เช่นเพื่อนของผมที่เล่นด้วยกันนั้น ไม่เกรงใจที่จะกล้ามาบอกว่าผมทำอะไรผิดไปบ้าง

ผมชอบมากเวลาที่กลับไปบ้านหลังแข่งเสร็จ แล้วได้ยินคำพูดที่พูดว่า “ฉันรักนายนะ แต่นายควรจะยิงได้วันนี้ จ่ายดีแล้วใช่ แต่ว่ายิงนกตกปลาเยอะเกินไป”

บางทีผมยังได้ยินจากแม้กระทั่งลูกสาวผมเลย แล้วมาทิลด์เธอเพิ่งสามขวบเอง! (ในตอนนั้น) แต่เธอก็จะวิจารณ์แตกต่างออกไปนิดหน่อย คุณเห็นไหมว่า ขนาดยังเด็กอยู่เธอก็เริ่มแสบแล้ว เวลาเราบอกให้เธอเลิกเล่นของเล่นหรืออะไรสักอย่าง เธอก็จะยกมือขึ้นมาปิดหู แล้วแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน

“บลา บลา บลา หนูไม่ได้ยินอะไรเลย ป๊ะป๋า”

ผมเห็นลูกทำแบบนั้นผมฮามาก ดังนั้นผมเลยเริ่มแสดงท่าดีใจเวลายิงได้ด้วยการเอามือปิดหู มาทิลด์จะได้เห็นท่านี้ในทีวี แล้วเธอจะเริ่มเข้าใจว่ามันมีความหมายยังไง

ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเธอทั้งนั้น

ตอนนี้พอเวลาผมลืมทำ หรือเวลากล้องไม่จับภาพ มันจะมีปัญหาทันทีที่ผมกลับถึงบ้าน เธอก็จะถามว่า

“ทำไมไม่ทำท่าอ่ะป๊ะป๋า???”

555 เห็นไหมครับ เนี่ยละชีวิตผม

ผมอยากจะเรียนรู้ อยากจะพัฒนา และอยากเป็นบรูโน่ที่ดีขึ้นในทุกๆวัน

ความรู้สึกนึกคิดเช่นนี้ ผมได้มาจากครอบครัวเหมือนในทุกๆอย่าง ตอนที่โตขึ้นมา พ่อของผมไม่เคยสนใจเลยว่า ผมจะยิงได้เยอะเท่าไหร่ จ่ายกี่ครั้ง เขาสนแต่ว่าผมทำพลาดอะไรไปกี่ครั้ง และผมจะเก่งขึ้นได้ยังไงบ้าง

จำได้ครั้งนึงที่เบาวิสต้า เล่นทีมU-15s เจอปอร์โต้ หนึ่งในทีมที่แกร่งที่สุดของโปรตุเกส และผมเล่นดีมากวันนั้น ผมเล่นตั้งรับในวันที่ต้องเจอกับนักเตะปอร์โต้ซึ่งทั้งใหญ่และเร็ว แม้เราจะแพ้ 1-0 ผมโดดเด่นมาก และหลายๆคนก็มายินดีด้วย แม้กระทั่งโค้ชปอร์โต้เขายังพูดเลยว่า “ไอ้เด็กคนนี้ต้องเป็นนักฟุตบอลได้แน่” ผมฟังแล้วลอยเลย มันน่าตื่นเต้นมาก

แต่ไม่ใช่กับพ่อผม

พ่อพูดว่า “ลูกเห็นสิ่งที่เกิดกับโกลฝั่งปอร์โต้ไหม ถ้าลูกไม่ยืนซะลึกขนาดนั้น ลูกครอสมันคงสร้างปัญหาให้พวกเขาได้”

ผมเริ่มคิดเกี่ยวกับโกลของปอร์โต้ และด้วยความสัตย์จริงผมไม่มีส่วนในการเซ็ตเกมขึ้นมาด้วยซ้ำ ผมอยู่แต่อีกครึ่งนึงของสนาม แต่ว่าพ่อของผมพูดซะจนผมเริ่มกังวล แล้วก็วิเคราะห์ทุกๆอย่าง

เมื่อไหร่ที่แพ้กลับมา ผมจะจมอยู่กับมัน กินข้าวไม่ลง ปิดประตูห้องนอนแล้วก็นั่งวิตกกังวลเรื่องแมตช์นั้น

นี่คือจุดกำเนิดของชุดความคิดของผมที่บางคนอาจจะคิดว่ามันสุดโต่งไปหน่อย แต่สำหรับผมมันเวิร์คนะ

Porto Captain VS Sporting Captain

ผมต้องการความรู้สึกเช่นนี้เพื่ออยู่รอด ตอนที่คุณอายุ 14-15 ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป การมีแต่พรสวรรค์เริ่มไม่พอแล้ว หรือมีแค่การฝึกซ้อมหนักๆ หรือมีจิตใจเข้มแข็งแค่อย่างเดียว คุณต้องบูรณาการทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน คุณต้องใช้ชีวิตอยู่กับฟุตบอลอย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่กี่ปีต่อมา ผมย้ายไปเล่นที่อิตาลีและก็เจอบททดสอบที่นี่ ผมไปอยู่ด้วยตัวเองตอนอายุ17 ในประเทศใหม่ที่ยังพูดไม่ได้แม้ภาษาของเค้า และผมไม่รู้จักใครสักคนเลย ผมอยากเล่าให้ฟังว่ามันยากขนาดไหน มันโคตรลำบากอย่างไม่น่าเชื่อ และโดดเดี่ยวมากๆ มีบางช่วงที่ผมอยากเลิกแบบจริงจังเลย

ถ้าพ่อผมไม่ได้ปลูกฝังจิตใจข้างในเช่นนั้นมาให้ผมตั้งแต่ยังเด็กๆนั้น ผมคิดว่าผมไม่น่าจะแกร่งพอที่จะอยู่รอดในอิตาลีได้แน่ๆ ถ้าเขาเป็นเหมือนพ่อของคนอื่นๆที่มาพูดว่า “ลูกเล่นดีมากๆ” ทุกๆครั้งหลังแข่งเสร็จ ผมว่าผมคงทำไม่สำเร็จแน่ๆ

เพราะโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่เป็นแบบนั้น

ชีวิตจริงมันไม่บอกคุณหรอกว่า คุณสุดยอดทุกครั้งหลังแข่งเสร็จ

หลายครั้งเลยที่จะต้องมีคนมากมายวิพากษ์วิจารณ์ว่าคุณเล่นไม่ดี มันเป็นเรื่องธรรมดาของฟุตบอล คุณต้องน้อมรับมันด้วยรอยยิ้มให้ได้ แล้วก็คิดว่ามันจริงมั้ย แล้วใช่มันเป็นแรงผลักดัน

ครอบครัวผมบอกแต่เรื่องจริงเสมอ ดังนั้นผมจะฟังคำของพวกเขาเวลาที่เริ่มรู้สึกอยากยอมแพ้ แล้วพวกเขาก็บอกผมว่า “บรูโน่ ไม่ได้นะอย่ายอมแพ้ นี่ความฝันของนาย จงทำมันต่อไป”

คำพูดนี้มีน้ำหนักมาก เวลามันมาจากพวกเขา

เพราะงั้นผมจึงสู้ต่อไปเรื่อยๆ พยายามผลักดันตัวเองเสมอ และอีกหลายปีต่อมา บางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อก็เกิดขึ้น

28 สิงหาคม 2017 ผมจำแม่นเลย มันเป็นวันที่ผมถูกเรียกติดทีมชาติโปรตุเกสไปเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก เจอกับหมู่เกาะแฟโร

การได้เป็นตัวแทนของประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นในสถานการณ์ไหน มันคือเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่มากๆ

แต่ลองคิดดูนะ ก่อนหน้านั้นเมื่อ13ปีก่อน ผมเข้าไปในห้องแต่งตัว ตอนนั้นเพิ่งจะอายุ9ขวบ ผมเพ้นท์หน้าตัวเองแล้วถือธงชาติโปรตุเกสเหมือนครอบครัว แล้วผมเดินเข้าไปที่ใจกลางเมือง มาญ่า เพื่อดูบอลยูโร 2004 รอบชิงกับกรีซ ในจอใหญ่มากกลางจัตุรัสในเมือง

นั่นเป็นปีที่คริสเตียโน่ระเบิดฟอร์มเป็นที่จับตามอง มันเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในประเทศโปรตุเกสจำได้ แต่ในยามที่คุณเพิ่ง9ขวบ มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่านั้น แล้วคิดดูว่าวันนั้นเราแพ้กรีซ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำที่สุดก็คือน้ำตาของเหล่านักเตะของเราทันทีที่สิ้นเสียงนกหวีดหมดเวลา

ตอนนี้คุณคงจะเข้าใจแล้วว่า ทำไม 13ปีต่อมา ในตอนที่ผมได้เข้าไปยังห้องแต่งตัวของทีมชาติชุดใหญ่เป็นครั้งแรก มันถึงได้เป็นอะไรที่ยินดีปรีดาอย่างมากสำหรับผม

ตอนที่คริสเตียโน่เดินเข้ามาในห้องแต่งตัววันนั้น ผมโคตรเขินและประหม่ามากๆเลย

การได้มีโอกาสเล่นเคียงข้างคริสเตียโน่ และนักเตะโปรตุกีสเก่งๆอีกมากมายทำให้ผมภูมิใจมากๆ และผมหวังว่าผมจะช่วยเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆอายุ 9ปี เจเนอเรชั่นถัดไปที่เค้าเพ้นท์หน้าเหมือนผมสมัยนั้น แล้วก็นั่งดูพวกเราอยู่ในจัตุรัสที่บ้านเกิด

เพราะถ้าพวกเขาดูแล้วคิดว่า “โอ้ ผมคงไม่มีวันเป็นเหมือนบรูโน่ได้แน่ๆ” ถ้าเค้าคิดแบบนั้นผมจะได้เล่าให้พวกเขาฟังได้ว่า เรื่องราวของผมเป็นยังไง แล้วจะบอกให้พวกเขาเข้าใจว่า

“ไม่ๆ ฉันก็เป็นเหมือนพวกนายนี่แหละ ฉันนั่งดูคริสเตียโน่ แล้วก็วาดฝันเอาไว้ เหมือนที่นายกำลังนั่งดูเราตอนนี้เลย”

การเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในช่วงหน้าหนาว ผมรู้สึกเหมือนมันเป็นจุดสูงสุดของความฝันนั้น

ตอนที่ผมรู้ข่าวจากเอเย่นต์ว่า มันกำลังจะเกิดขึ้นจริงๆแล้ว ในหัวผมนึกภาพย้อนไปตอนที่อยู่สวิตเซอร์แลนด์เลย ตอนที่ยืนเลือกเสื้อแจ็คเก็ตกันกับพี่ชายของผม แต่ก่อนที่จะมาถึงจุดนี้ ผมต้องผ่านอะไรมามากมายเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจได้ มีช่วงเวลาที่ยากลำบากเกิดขึ้นอยู่ตลอด และมีเพียงแค่ครอบครัวเท่านั้นที่รับรู้และเผชิญมันมาด้วยกันกับผม”

ตอนที่ผมมั่นใจว่าดีลนี้สำเร็จแน่ๆแล้วนั้น สิ่งแรกที่ผมทำก็คือบอกข่าวนี้กับภรรยาและลูกสาว และผมก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่

“มันเป็นน้ำตาแห่งความปีติดีใจ น้ำตาแห่งความทรงจำ”

ผมคิดถึงช่วงเวลาตอนที่ผมกับภรรยายังแค่เป็นแฟนกัน แล้วผมโทรข้ามประเทศไปหาเธอจากอิตาลี แล้วบอกว่าผมอยากยอมแพ้แล้ว เธอพูดว่า “ไม่ ไม่ ไม่ นี่เป็นความฝันของเธอนะ อย่ายอมแพ้”

คนต่อมาผมโทรไปบอกว่าจะได้มาอยู่ที่นี่ คือพี่ชายของผม ผมโทรไปแล้วก็ร้องไห้อีกครั้ง

ผมคิดถึงตอนที่เถียงกันสมัยเด็กๆว่า ใครกันแน่ที่เก่งที่สุด สโมสรไหนที่จะเป็นแชมป์UCL และแมนยูจะซื้อนักเตะคนไหนบ้าง

ผมคิดว่าเขาคงร้องไห้เหมือนกัน

แน่นอนว่าผมโทรหาพ่อด้วย ผู้ชายที่ผลักดันผมอย่างหนักในชีวิตนี้เพื่อที่จะไล่ตามความฝันของผม นักวิจารณ์ที่สร้างสรรค์ที่สุดของผม และชายผู้ซึ่งเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างไปทำงานต่างประเทศเพื่อหาเงินมาให้ครอบครัวเรา

คุณเชื่อไหมว่าเขาก็ร้องไห้เหมือนกัน

ไม่มีข้อความอะไร ไม่มีการตอบสนองใดๆกลับมา มีแต่น้ำตาจากเขา น้ำตาจากแม่ และก็น้องสาวที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ

ตอนนี้ผมได้เล่นให้กับยูไนเต็ดแล้ว พ่อผมก็เว้นระยะให้ผมได้พักนิดนึง เขารอจนกระทั่งครบ 24ชั่วโมง แล้วก็จะส่งข้อความมาหลังจากแข่งเสร็จเพื่อฟีดแบ็คกลับมาให้

บางทีถ้าสักวันนึงผมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ และก็ไม่ลืมด้วยที่จะทำท่าเอามือปิดหูตอนที่ยิงได้

“ผมคงจะได้อยู่แบบสงบๆสัก 48ชั่วโมงก็ได้มั้ง”

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวที่บรูโน่เปิดเผยถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของเขา และแฟนผีหลายๆคนที่ไม่เคยรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน ก็จะได้รู้จักกับบรูโน่อย่างลึกซึ้งมากขึ้น กับนักเตะผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในขวัญใจของเราคนนี้

และที่สำคัญที่สุด ถึงเรื่องราวที่แฟนบอลอาจจะแค่รู้ว่า คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คือไอดอลของเขา

แต่เราอาจไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้ว่า พี่โด้อยู่ในความทรงจำของบรูโน่มาตั้งแต่เด็กถึงขนาดไหน บทความนี้คงจะได้รู้กันแล้วว่า ความผูกพันตรงนี้ระหว่าง บรูโน่ กับ โรนัลโด้ ผู้เป็นไอดอลของเขา มันมากมายมหาศาลเพียงใด

อ่านถึงตรงนี้ผมเชื่อว่าแฟนผีคงจะรู้แล้วว่า นี่คือนักเตะที่เป็น “แฟนผี” จริงๆ และก็เป็น “ติ่งพี่โด้” ขั้นสุดอีกคนขนาดไหน ซึ่งนับจากวันนี้เป็นต้นไปอีกสองปีอย่างต่ำ เขาจะกลายเป็นเพื่อนร่วมทีมที่สนิทกับพี่โด้มากที่สุดคนนึงในชีวิตของตำนานลูกหนังที่ยังลงเล่นอยู่รายนี้

เป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมชาติ และเป็นทั้งเพื่อนร่วมทีมในสโมสรเดียวกัน ที่จะได้ร่วมหัวจมท้ายกันตะลุยโลกฟุตบอลไปด้วยกันอย่างสุดชีวิตไปจนถึงวันสุดท้ายในฐานะนักฟุตบอลของคริสเตียโน่ โรนัลโด้

บรูโน่ก็จะอยู่เป็นสักขีพยานจนถึงวันนั้นด้วยเช่นกัน

สิ่งที่เขาพยายามทำงานหนักมาในเส้นทางฟุตบอล ตอนนี้เขากำลังจะได้รางวัลที่ว่านั้นแล้วในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ รางวัลที่ยิ่งกว่าความฝันที่เป็นจริงของคนๆหนึ่งซึ่งรอคอยมาตลอดชีวิต

การได้ลงเล่นกับคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในสีเสื้อปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในไม่กี่วันข้างหน้านี้ คงจะเป็นของขวัญวันเกิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของบรูโน่ แฟร์นันด์ส อย่างแท้จริง

ขอให้นายมีความสุขมากๆ และประสบความสำเร็จกับสิ่งที่นายพยายามมาตลอดชีวิตอย่างที่นายคู่ควร

ขอบคุณสำหรับความมุ่งมั่นทุ่มเท
และpassionแห่งผู้ชนะที่นำกลับคืนมาสู่สโมสรแห่งนี้ให้มีความหวังอีกครั้ง
หลังจากที่พวกเราแฟนๆปีศาจแดงดูบอลกันอย่างสิ้นหวังกันมานานหลายปี

พวกเราได้กลับมาดูบอลกันอย่างมีความสุขอีกครั้งเพราะนายเลย นายรู้ไหม

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่มอบให้พวกเรา
ทั้งที่ผ่านมาและต่อจากนี้ไปอีกนาน
ขอให้วันเกิดปีนี้ที่นายจะได้ลงสนามเล่นกับตำนานอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้
เป็นของขวัญวันเกิดที่ดีที่สุดในชีวิตของนาย

8 กันยายน 2021 สุขสันต์วันเกิดนะบรูโน่

-ศาลาผี-

References

https://lifebogger.com/bruno-fernandes-childhood-story-plus-untold-biography-facts/

https://www.theplayerstribune.com/articles/bruno-fernandes-manchester-united-portugal-cover-your-ears

https://www.standard.co.uk/sport/football/manchester-united-fc-transfer-news-bruno-fernandes-tears-of-joy-childhood-a4561041.html

https://bleacherreport.com/articles/2873652-bruno-fernandes-transfer-fee-agreed-by-manchester-united-sporting

https://futballnews.com/ana-pinho-bruno-fernandes-wife-and-daughter-matilde-fernandes-cheer-manchester-united-midfielder-on-as-he-scores-a-penalty-during-their-6-2-win-over-leeds-united/

https://weallfollowunited.com/2021/09/04/ana-pinho-bruno-fernandess-wife/

https://www.thesun.co.uk/sport/football/12554349/man-utd-bruno-fernandes-second-child-wife/


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com