โรนัลโด้ ตอบแทนสัญญาใจในวันหวนคืนสู่ แมนฯ ยูไนเต็ด – FEATURE

เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งดีลที่พลิกไปพลิกมาจนแฟนบอลต้องติดตามข่าวสารกันด้วยใจระทึกไปด้วยเลย สำหรับเรื่องราวการย้ายทีมของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ดาวเตะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสที่ได้หวนกลับคืนสู่ "ปีศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงก่อนปิดตลาดซื้อขายนักเตะรอบแรกของฤดูกาล 2021/2022 โดยเริ่มต้นเรื่องกันด้วยท่าทีของดาวเตะวัย 36 ปีได้แสดงเจตจำนงว่าไม่อยากอยู่ค้าแข้งกับ "ม้าลาย" ยูเวนตุส อีกต่อไป จึงอยากจะขอโบกมืออำลาทีมยักษ์ใหญ่แห่งศึกกัลโช่ เซเรีย อา อิตาลีที่ได้อยู่รับใช้มานานถึง 3 ปีแล้ว นับตั้งแต่ย้ายมาจาก "ราชันชุดขาว" เรอัล มาดริด ทีมมหาอำนาจลูกหนังแห่งศึกลาลีกา สเปน ในปี 2018 ด้วยค่าตัวสูงถึง 100 ล้านยูโรเลยทีเดียว

จึงมีข่าวแบบหนาหูเลยว่า "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ พร้อมดึง โรนัลโด้ กลับมาค้าแข้งในลีกสูงสุดเมืองผู้ดีอีกครั้ง แม้จะเคยเป็นอดีตนักเตะของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งเป็นทีมคู่ปรับร่วมเมืองเดียวกันมาก่อนก็ตาม แต่ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่ได้สนใจเรื่องราวของเมื่อวันวานอยู่แล้ว เพราะว่าอยากได้ผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าเข้ามาเสริมทัพเป็นอย่างมาก หลังตัดสินใจเลิกตามล่า แฮร์รี่ เคน กองหน้าทีมชาติอังกฤษของ "ไก่เดือยทอง" สเปอร์ส ด้วยเหตุผลในเรื่องของค่าตัวที่แพงเกินไป และได้หันไปเจรจากับ โรนัลโด้ ซึ่งมีใจอยากย้ายทีมอยู่แล้วนั่นเอง

จากเรื่องราวตามข่าวที่ปรากฎตามหน้าสื่อต่างๆ ทำให้เหล่าแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แสดงความคิดเห็นผ่านทางโลกโซเซียลมีเดียไปในทิศทางที่ไม่พอใจ โรนัลโด้ เป็นอย่างมาก เพราะมีทีท่าว่าพร้อมลงเอยกับ "เรือใบสีฟ้า" ซึ่งเป็นทีมคู่ปรับตัวฉกาจได้เหมือนกัน โดยมีรายงานข่าวว่าได้มอบหมายให้ ฮอร์เก้ เมนเดส เอเย่นต์ส่วนตัวเป็นคนเจรจาเรื่องรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเงินๆ ทองๆ ให้ด้วย เพราะตอนนั้นมีข้อเสนอที่ยื่นเข้ามาให้พิจารณาเพียงทีมเดียวเท่านั้น จึงมีภาพของกองเชียร์ "ปีศาจแดง" รายหนึ่งจัดการเผาเสื้อหมายเลข 7 ของอดีตดาวเตะแห่งถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด เสียเลย

แต่สุดท้าย แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับ โรนัลโด้ ได้สำเร็จ เพราะไม่อยากจ่ายเงินลงทุนให้มากเกินไป โดยมองว่ามีอายุมากถึง 36 ปีแล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงบั้นปลายของอาชีพค้าแข้งนั่นเอง จึงเปิดโอกาสให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ทาบทามให้ย้ายกลับมาโชว์ฝีเท้าในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้เคยอยู่ปักหลักรับใช้ "ปีศาจแดง" ในรอบแรกระหว่างปี 2003-2009 มานานถึง 6 ปีเลยด้วย นับตั้งแต่ย้ายมาจาก สปอร์ติ้ง ลิสบอน ในปี 2003 พร้อมกับฝากผลงานยิงประตูได้ทั้งหมด 118 ลูกจากการลงสนาม 292 เกมในทุกรายการ และช่วยให้ทีมกวาดถ้วยแชมป์ได้หลายรายการเลยด้วย โดยเฉพาะแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปี 2008

ว่ากันว่า เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือ "ปีศาจแดง" เป็นคนโทรศัพท์ต่อสายตรงไปหา โรนัลโด้ เพื่อชักชวนให้ย้ายกลับคืนสู่ถิ่นเดิมเป็นรอบที่ 2 เพราะว่าอยากได้นักเตะที่มีความเป็นผู้นำเพื่อช่วยให้ทีมได้หวนกลับไปพบกับความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์มานานหลายปีแล้ว โดยทางบอร์ดบริหารสโมสรก็ได้ขานรับทันที จึงมีการเดินหน้าเจรจากันแบบรวดเร็วทันใจ และไม่ปล่อยให้แฟนบอลรอคอยอีก 48 ชั่วโมงเหมือนอย่างที่เคยเป็นข่าวเมื่อสมัยก่อนอีกต่อไป แถมยังทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์มีตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไปด้วยเลย

ทั้งนี้ โรนัลโด้ ได้ให้ความเคารพนับถือ เฟอร์กูสัน เป็นพ่อคนที่ 2 และตำนานกุนซือ "ปีศาจแดง" ได้ให้ดาวเตะกัปตันทีมชาติโปรตุเกสเป็นลูกชายของเขาอีกคนหนึ่งด้วย จึงว่ากันว่าสาเหตุที่ทำให้ โรนัลโด้ ตัดสินใจเมินข้อเสนอของ "เรือใบสีฟ้า" และได้ย้ายหวนกลับมาสวมเสื้อสีแดงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเพราะคำมั่นสัญญาที่ทั้งคู่เคยลั่นวาจาเอาไว้เมื่อครั้งอดีตนั่นเอง โดย เฟอร์กูสัน เคยให้สัญญากับ โรนัลโด้ เพื่อให้ออกไปสานฝันให้เป็นจริงมาก่อน ส่วน โรนัลโด้ เคยให้ความมั่นสัญญาว่าจะไม่ย้ายไปค้าแข้งให้กับคู่อริของทีมเก่าด้วยเช่นกัน

ย้อนหลังกลับไปในปี 2008 เรอัล มาดริด ในยุคที่มี รามอน กัลเดรอน เป็นประธานสโมสร ตอนนั้นทีมยักษ์ใหญ่แห่งวงการลูกหนังสเปนได้ตามจีบ โรนัลโด้ อย่างหนัก เพราะรู้ดีว่าดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสมีความฝันอยากที่จะย้ายไปสวมเสื้อ "ราชันชุดขาว" นั่นเอง และได้ใช้วิธี "ตีท้ายครัว" ด้วยการติดต่อกับนักเตะโดยตรงแบบไม่ผ่านทีมต้นสังกัด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดมารยาทมากๆ และพยายามประโคมข่าวผ่านสื่อต่างๆ ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขวางทางไม่ให้ โรนัลโด้ ย้ายไปค้าแข้งกับทีมในฝันอีกด้วย เพื่อเป็นกดดันแล้วกดราคาไปในตัวด้วย ทำให้ เฟอร์กูสัน ถึงกับควันออกหูด้วยความโมโหเลยทีเดียว โดยมองว่าเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรีกันจนเกินไป

ทำให้ เฟอร์กูสัน ต้องเดินทางไปจับเข่าพูดคุยกับ โรนัลโด้ ที่บ้านเกิดในประเทศโปรตุเกส และเอ่ยปากบอกกับดาวเตะชาวโปรตุกีสด้วยคำพูดตามที่ได้มีการเปิดเผยผ่านสื่อต่างๆ ในภายหลังว่า "นายย้ายทีมในฤดูกาลนี้ไม่ได้ ไม่มีทางเลยกับสิ่งที่พวกนั้นทำกับเรา ฉันรู้ว่านายอย่าไป เรอัล มาดริด แต่ให้ฉันหยิบมายิงนายทิ้งเสียดีกว่า ถ้าจะต้องขายนายให้กับไอ้หมอนั้น แต่ถ้านายทำผลงานได้ดี และไม่สร้างปัญหาในเรื่องนี้ และถ้ามีทีมไหนยื่นข้อเสนอที่เป็นสถิติโลกเข้ามา ฉันสัญญาว่าจะปล่อยให้ย้ายทีมอย่างแน่นอน" นั้นคือคำพูดของ เฟอร์กูสัน ซึ่งเป็นเหมือน "สัญญาใจ" ที่ให้เอาไว้กับ โรนัลโด้ และด้วยความเป็นมืออาชีพ ทำให้ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสยอมอยู่ค้าแข้งกับ "ปีศาจแดง" ต่อไปอีกหนึ่งฤดูกาล

เมื่อเข้าสู่ในปี 2009 เรอัล มาดริด มีการเปลี่ยนแปลงประธานสโมสร โดย ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ได้รับการเลือกตั้งให้กลับมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดของ "ราชันชุดขาว" อีกครั้ง และได้ยื่นข้อเสนอด้วยจำนวนเงินที่เป็นสถิติโลกมาให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้พิจารณาขาย โรนัลโด้ อีกด้วย ทำให้ เฟอร์กูสัน ยอมทำตามสัญญาด้วยการปล่อยดาวเตะชาวโปรตุกีสให้ย้ายไปซบทีมยักษ์ใหญ่แห่งวงการลูกหนังสเปนด้วยค่าตัวเป็นสถิติแพงที่สุดในโลกสูงถึง 80 ล้านปอนด์นั่นเอง

หลังจากนั้น โรนัลโด้ ได้ก้าวเท้าขึ้นไปเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของโลกได้แบบเต็มตัว โดยมีรางวัลบัลลังดอร์การันตีฝีเท้าจากการที่ได้รับเลือกให้คว้าตำแหน่งนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรปถึง 5 สมัยเลยทีเดียว และเคยมีข่าวว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมโชว์ความมหาเศรษฐีด้วยการทุ่มเงินคว้าตัวให้ย้ายกลับมาโชว์ฝีเท้าบนเกาะอังกฤษอีกด้วย แต่ดาวเตะทีมชาติโปรตุเกสได้เคยให้สัมภาษณ์ในช่วงปี 2013 เอาไว้ว่า "เพราะหัวใจของผมอยู่ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นี่คือเหตุผลที่ผมจะไม่ย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างแน่นอน" จึงเป็นเหมือนคำมั่นสัญญาใจที่ โรนัลโด้ เคยให้เอาไว้กับอดีตทีมต้นสังกัดด้วยเช่นกัน

ก่อนที่เส้นทางของ โรนัลโด้ จะได้กลับมาบรรจบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อีกครั้ง หลังจากที่ เฟอร์กูสัน ในฐานะอดีตกุนซือ "ปีศาจแดง" เคยให้ใจกับดาวเตะชาวโปรตุกีสตามคำมั่นสัญญาที่ได้เคยให้เอาไว้เมื่อหลายปีก่อน และถึงเวลาที่ โรนัลโด้ จะให้ใจกลับคืนมาบ้าง เพราะไม่ได้ย้ายไปร่วมทัพ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ นั่นเอง แต่เลือกที่จะหวนกลับมาสวมเสื้อ "ปีศาจแดง" เป็นครั้งที่ 2 นั่นเอง


ขอบคุณเนื้อหาจาก 90min.com https://www.90min.com/th/posts/feature-when-ronaldo-keep-his-promise-by-come-back-to-manchester-united