ก้าวแรก ของ “ช้างศึก-U22” สู่ภารกิจชิงแชมป์เอเชีย


ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างแล้ว สำหรับการเตรียมทีมของ "ช้าง-U22" ภายใต้การดูแลของ "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ ผู้จัดการทีมคนสวย

โดยหลังจากสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศรายชื่อ 29 นักเตะทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี ชุดแรกออกมาเรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมเก็บตัวฝึกซ้อม ก่อนลงทำศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี รอบคัดเลือก ที่ประเทศมองโกเลีย ในระหว่างวันที่ 25-31 ตุลาคมนี้ 

แม้ทีมชาติไทย อยู่ในสายที่ไม่แข็งนัก เมื่อร่วมกลุ่มกับ ลาว, มาเลเซีย และ มองโกเลีย เจ้าภาพ แต่ก็ไม่ควรประมาท ดังนั้นทุกการเตรียมทีมต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด 

ซึ่งนักเตะที่มีชื่อทั้งหมดจะเข้าตรวจโควิด-19 ตามกระบวนการควบคุมโรคระบาดของกระทรวงสาธารณสุข 

หากนักเตะมีผลตรวจเป็นลบก็จะตบเท้าเดินหน้าสู่ศูนย์ฝึก ยามาโอกะ ฮานาซากะ ฟุตบอล อะคาเดมี่ คลอง 3 ปทุมธานี เพื่อเตรียมทีมกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 10 กันยายน ทันที  


โดยการเก็บตัวฝีกซ้อมครั้งนี้ถือเป็นการลุยงานครั้งแรกของ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ และทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ช นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งให้เป็นกุนซือใหญ่อีกด้วย 

ส่วนทีมงานแอดเวนเจอร์คอยช่วยงานต้องไร้ชื่อของ อิสสระ ศรีทะโร ตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ และคาดว่า “โค้ชหระ” จะเข้าไปทำหน้าที่ดูข้อมูลนักเตะทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ร่วมกับ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด กุนซือขัดตาทัพของทีม “ช้างศึก” 

ทำให้คนที่จะเข้ามาเป็นเพื่อนคู่คิดนอกจาก “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ ผู้ช่วยผู้ฝึกสอนแล้ว คือ “โค้ชก้าง” นฤพน แก่นสน ที่เคยร่วมงานกับ “โค้ชโย่ง” ตั้งแต่สมัย ชลบุรี เอฟซี, ทีมชาติไทย ชุดแชมป์ ซีเกมส์ และ เอเชียน เกมส์ ที่อินโดนีเซีย 


เข้ามาผนึกกำลังกับ พิภพ อ่อนโม้ ที่มีดีกรีเป็นกุนซือทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ส่วนโค้ชผู้รักษาประตูยังคงเป็น “โค้ชอ่ำ” อัมรินทร์ เยาดำ เหมือนเดิม เรียกได้ว่าทีมงานชุดนี้ มองตาก็รู้ใจ เพราะเคยออกศึกร่วมกันมาอย่างโชกโชน

ขณะที่นักเตะทั้ง 29 คนที่ถูกเรียกมาเก็บตัวฝึกซ้อมครั้งนี้แน่นอนว่าไม่มีสตาร์ดัง ทั้ง นพพล ละครพล, กฤษดา กาแมน, ฉัตรมงคล เรืองฐนโรจน์, เอกนิษฐ์ ปัญญา, กรวิทย์ ทะสา และ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เพราะโปรแกรมฝึกซ้อมดันไปคาบเกี่ยวกับโปรแกรมแข่งขันฟุตบอลลีก ที่กลับมาฟาดแข้งพอดี ไม่แปลกที่แฟนบอลจะไม่คุ้นชื่อนักเตะกลุ่มนี้สักเท่าไหร่ 


แต่หากจะมองกันให้ลึกจะเห็นว่านักเตะกลุ่มนี้ล้วนฝีเท้าไม่ธรรมดาเหมือนกัน เพราะเคยฝากผลงานที่ดีในระดับเยาวชนทีมชาติไทยและฟุตบอลขาสั้นมาแล้ว 

ไม่ว่าจะเป็น เกียรติศักดิ์ ชาวดร ที่เคยติดทีม “ช้างศึก-U22” ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี รอบสุดท้าย ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2020

หรือจะเป็น คีรอน อ้อนชัยภูมิ, อนุศักดิ์ ใจเพชร, กิตติธัช ประนิธิ, ณัฐวุฒิ ชูติวัตร, ปัญญวัฒน์ นิสังรัมย์, สกุลชัย แสงโทโพธิ์, หัสวรรษ นพเนตร, สิทธินันท์ รุ่งเรือง,พีรพัฒน์ ขมิ้นทอง,กัณตภณ คีรีแลง และ ปุรเชษฐ์ ทอดสนิท ล้วนผ่านสมรภูมิลูกหนังในคราบทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี มาแล้วทั้งสิ้น 

เพียงแค่ยังเติร์กเหล่านี้ยังไม่สามารถสอดแทรกขึ้นไปเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของสโมสรต้นสังกัดได้เท่านั้นเอง 

เชื่อว่าหากนักเตะเหล่านี้ทำงานในการฝึกซ้อมได้ดี โอกาสที่จะมีชื่อติดทีมไปลุยศึกที่มองโกเลีย ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน เพราะสมัย “โค้ชโย่ง” ทำทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี มีนักเตะโนเนมหลายคนได้โอกาสก้าวมาติดทีมขาติไทย และได้ดิบได้ดีจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในนั้นก็คือ “เจ้าพี” ศศลักษณ์ ไหประโคน แบ็คซ้ายตัวกลั่นของ ชุคบุค ฮุนได มอเตอร์ส ที่ก้าวไปติดทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ เป็นครั้งแรก จากนั้นก็เป็นขาประจำของทีม “ช้างศึก” มาตลอด


โดยเป้าหมายแรกที่ทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชคาดหวังไว้ก็คือ ต้องการเห็นฝีเท้าจริงๆ ว่าใครมีดีพอที่จะไปเบียดแข้งตัวเอกของทีม และมีแรงกระหายที่จะโชว์ฝีเท้ามากแค่ไหน 

จากนั้นทีมงานก็จะเก็บข้อมูล รวมทั้งเดินทางไปดูฟอร์มนักเตะคนอื่นๆ โดยเฉพาะสตาร์ดังที่อยู่กับบิ๊กทีมลงฝึกซ้อมกับสโมสรด้วย เรียกได้ว่าการทำงานของทีมงานก่อนเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์จริงเข้มข้นเหลือหลาย 

ส่วนนักเตะลูกครึ่งและเล่นอยู่ต่างประเทศ ต้องมาติดตามกันดูอีกครั้งว่า “โค้ชโย่ง” จะจิ้มเลือกใครมาติดทีมบ้าง เพราะตัวเลือกเยอะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น สิทธิโชค ภาโส จาก เอฟซี ริวกิว , เบนจามิน เดวิส ของ ฟูแล่ม, อชิตพล คีรีรมย์ จาก ทีเอสเฟา 1860 โรเซนไฮม์, ชยพิพัฒน์ สุพรรณเภสัช ของ เอสโตริล, โจนาธาน เข็มดี จาก โอบี โอเดนเซ่ และ แพทริค กุสตาฟส์สัน จาก ไอเอฟ ซิลเวีย เป็นต้น


ซึ่งพวกเขาคงมาฝึกซ้อมกับทีมในช่วงที่เหลืออยู่ได้ยาก หากจะใช้งานจริงๆ คงต้องให้สมาคมฯ ประสานให้นักเตะไปลงแข่งขันสนามจริงกันเลย โดยเฉพาะ “เจ้ากัน” ธนวัฒน์ ซึ้งจิตถาวร กองกลางจากสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ “มาดามแป้ง” หวังใช้ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับ “คุณต๊อบ” อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสร “จิ้งจอกสยาม” ให้ปล่อยตัว “เจ้ากัน” มาช่วยทีมอีกด้วย 

เชื่อว่าหาก “มาดามแป้ง” ขอ มีหรือ “คุณต๊อบ” จะไม่เปิดไฟเขียวให้ แม้ “เจ้ากัน” จะถูกดันไปเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ของ “เลสเตอร์ ซิตี้” แล้วก็ตาม แต่เขาไม่ได้เป็นตัวหลักของทีมแต่อยากใด 


ดังนั้นการไปเล่นให้ทีมไทย จะเป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย เพราะเขาจะได้เรียนรู้กับเพื่อนๆ ในทีมรุ่นเดียวกันมากขึ้นด้วย เพื่อต่อยอดสู่การเป็นคีย์แมนในแดนกลางของ “ช้างศึก” ในอนาคต

เรียกได้ว่าบารมีและสายสัมพันธ์ของ “มาดามแป้ง” นั้นสุดยอดจริงๆ นี่เป็นแสงสว่างเล็กๆ ให้วงการฟุตบอลไทยในอนาคตเลยทีเดียว 

เชื่อว่าหากก้าวแรกของการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอลทีมชาติไทยไปได้สวย สามารถกู้ศรัทธาที่แหลกสลายกลับมาได้ พร้อมพาทีมผ่านไปเล่นรอบสุดท้ายที่อุซเบกิสถานได้ ประตูสู่การก้าวขึ้นไปเป็นนายกสมาคมฯ หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย คงเป็นเรื่องที่ไม่ไกลเกินจริง 


เพราะ เรื่อง “ฟุตบอล” ต้องใช้ “คนฟุตบอล” ตัวจริง มาทำงาน จึงจะเห็นดอกเห็นผล 

นี่จะเป็นก้าวแรกที่พิสูจน์ความสามารถของ “มาดามแป้ง” และทีมงานอย่างแท้จริง 

เมื่อลุยแล้วก็ต้องไปให้สุดทาง ในฐานะแฟนบอลไทย ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com