จิตวิทยากับ “เฟอร์กี้”


สำหรับชายที่ชื่อ "เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน"

นี่คือผู้จัดการทีมที่ประสบความสำเร็จมากสุดในหน้าประวัติศาสตร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เขาผ่านการคว้าแชมป์รายการสำคัญมามากมาย


ไม่ว่าจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย, เอฟเอ คัพ 5 สมัย, ลีก คัพ 4 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย และสโมสรโลก 1 สมัย อาจกล่าวได้ว่า เขาคือตำนานกุนซือปีศาจแดงที่หาใครมาเทียบเคียงได้ยาก

นอกจากปรัชญา และแนวทางในการคุมทีม  อีกหนึ่งสิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าเฟอร์กี้ ไทม์หรือแปลเป็นไทยว่าช่วงเวลาของเฟอร์กี้


โดยเขามักจะออกมาบัญชาเกม และกระตุ้นอยู่ที่ข้างสนาม จนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สามารถพลิกสถานการณ์ จนฮึดกลับมายิงประตูคู่แข่งในช่วงท้ายเกมเป็นประจำ จนเป็นภาพที่เห็นกันจนชินตา

สถิติที่น่าสนใจบอกว่า หากนับเฉพาะการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของเฟอร์กี้ ในการลงแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ระหว่างฤดูกาล 1992-93 จนถึง 2012-13 พลพรรคปีศาจแดงสามารถยิงประตูในนาทีที่ 90 ขึ้นไปได้มากถึง 81 ประตู หรือคิดเป็นเกือบ 5 เปอร์เซนต์ จากจำนวนประตูทั้งหมดที่สามารถทำได้ในเกมพรีเมียร์ลีก เลยทีเดียว

หากเรานับจำนวนดังกล่าวที่ 81 ประตู ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของเฟอร์กี้ ยิงได้ในช่วงนาทีที่ 90 ขึ้นไปนั้น ในจำนวน 16 ประตู ถือว่าเป็นการยิงแซงเก็บชัยชนะได้เป็นผลสำเร็จ


สถิติดังกล่าว เราอาจพูดอย่างเต็มปากว่า การยิงประตูช่วงท้ายเกม คือสิ่งที่ทำให้เฟอร์กี้ ไทม์กลายเป็นสัญลักษณ์ของบรมกุนซือชาวสก็อตติช ไปแล้ว 

กระนั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแฟนบอลบางคนบอกว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มักใช้เวลาช่วงท้ายเกม ออกมาไล่กดดันใส่ผู้ตัดสินในช่วงเฟอร์กี้ ไทม์ผ่านการยืนอยู่ข้างสนาม พร้อมกับเอานิ้วเคาะไปที่นาฬิกาข้อมือของตัวเอง


โดยหลายฝ่ายมองว่า นี่ถือเป็นการกดดันผู้ตัดสิน เพื่อให้ทดเวลากับทีมให้มากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์ทีมของเขาตกเป็นรองคู่แข่งขัน


เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจากปากของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เองว่า เขาไม่ได้มีจุดประสงค์ในการกดดันผู้ตัดสิน ในเรื่องของเวลาการแข่งขัน หรือว่าเป็นอำนาจมืด คอยกดดันผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างที่หลายคนเข้าใจ


โดยเขาให้ความหมายของการยืนเคาะนาฬิกาข้อมืออยู่ข้างสนามเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า มันเป็นเรื่องของสิ่งที่เรียกว่าจิตวิทยานั่นเอง 

เฟอร์กี้ ออกมากล่าวว่า การที่เขายืนเคาะนาฬิกาข้อมืออยู่ข้างสนาม ถือเป็นหนึ่งแผนทางจิตวิทยาที่เขาเลือกใช้อยู่เสมอ เรื่องราวที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้คือ เขาแทบไม่เคยจับเวลาการแข่งขันในช่วงท้ายเกมเลย 

เขาทำเพียงแค่มองเวลาแบบผ่านๆเท่านั้นเอง ไม่ได้เจาะจงเป็นพิเศษ แน่นอนว่า เขาไม่ทราบ และไม่ได้เป็นคนกำหนดหรอกว่า เวลาในสนามต้องทดออกไปอีกกี่นาที จนกว่าเกมจะสิ้นสุดลง

เขากล่าวต่อว่า การยืนเคาะนาฬิกาข้อมืออยู่ข้างสนาม ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อนักเตะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ส่งผลไปถึงนักเตะของคู่แข่งที่ลูกทีมของเขากำลังเผชิญหน้าด้วย การที่คู่แข่งเห็นเขายืนเคาะนาฬิกาข้อมือ ทำให้คู่แข่งเหล่านั้นเกิดความวิตกกังวลขึ้นมา


นั่นเป็นเพราะพวกเขาล้วนตระหนักดีว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือผู้เชี่ยวชาญ ในการยิงประตูช่วงท้ายเกม นั่นส่งผลต่อขวัญ และกำลังใจของคู่แข่งเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังกล่าวเสริมว่า การออกมาเคาะนาฬิกาข้อมือ เปรียบเสมือนการลั่นกลองรบให้รู้ว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเดินหน้าบุกแบบไม่ยั้ง จนกว่าจะสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย 

เรื่องราวเหล่านี้ ส่งผลออกไปยังนอกสนามเหมือนกัน เฟอร์กี้ บอกว่า ทุกบทสัมภาษณ์ของเขา มักจะถูกบรรดานักวิเคราะห์นำไปหาความหมายอยู่เสมอ เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องจิตวิทยาอยู่ตลอด ทั้งที่บางครั้ง มันอาจไม่มีอะไรซ่อนเร้นอยู่เลยก็ได้ 

เรื่องราวทั้งหมดนี้กับเฟอร์กี้ ไทม์เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน มองว่ามันเป็นเรื่องของแรงกดดันเชิงจิตวิทยามากกว่า สิ่งเหล่านี้คอยทำหน้าที่ของมัน จนกลายเป็นกิจวัตรไปแล้ว บวกกับเรื่องของโชคลางอีกเล็กน้อย 

ปัจจัยทั้งหมด ส่งผลให้ทีมของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการยิงประตูช่วงท้ายเกม ไม่ใช่เรื่องของอำนาจมืดในการกดดันเรื่องการต่อเวลาเพิ่มอย่างที่หลายคนเข้าใจ 


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com