รวมแข้งสมองไหล ไปแจ้งเกิดอำเภออื่น


นักเตะหลายคนอาจจะไม่มีโอกาสในสโมสรเดิม หรือมีโอกาสแล้วแต่ยังดังไม่สุด ทว่าเมื่อมีการโยกย้าย บางคนก็โด่งดังเป็นพลุแตก มูลค่าฝีเท้าสูงขึ้น และก้าวไปติดทีมชาติอย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมากมายในโลกใบนี้

เราจะมาลองโฟกัสกันที่ฟุตบอลไทยบ้าง ว่าแข้งคนไหนที่โยกย้ายสำมะโนครัวไปสู่ทีมใหม่ แล้วแจ้งเกิดได้แบบสมบูรณ์แบบสุดๆในช่วงที่ผ่านมากันบ้าง


ชนาธิป สรงกระสินธ์ (บีอีซี เทโรศาสน สู่ เมืองทอง ยูไนเต็ด)

จะว่าไป ชนาธิป ก็แจ้งเกิดกับ บีอีซี เทโร ศาสน ได้พอสมควรแล้วในยุคที่ติดทีมชาติไทยรุ่น “โค้ชซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และคว้าแชมป์ทั้งซีเกมส์ และ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รวมถึงช่วยทีม “มังกรไฟ” คว้าแชมป์โตโยต้า ลีก คัพ 2014 แต่นั่นอาจเป็นเพียงบันไดเริ่มต้นสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ตัวจริง เมื่อเข้าสู่ช่วงก่อนเริ่มซีซั่น 2016 ผู้บริหารของ เมืองทอง ยูไนเต็ด เข้าไปช่วยพยุงสถานะของ บีอีซี เทโรศาสน ทำให้มีการโอนถ่ายนักเตะกัน ซึ่งชื่อของ 3 แกนหลักของ “มังกรไฟ” ในเวลานั้นที่กำลังเนื้อหอมอย่างมากทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ถูกดึงมาร่วมทีม แบบเหมาแพ็ค สร้างความช็อกให้กับวงการลูกหนังไทยไปพอสมควคร

จากนั้นเป็นต้นมา “เจ-ชนาธิป” สามารถต่อยอดความสำเร็จได้ เมื่อพา “กิเลนผยอง” เป็นแชมป์ไทยลีก 2016 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชแบน” ธชตวัน ศรีปาน ก่อนที่เลกสองของฤดูกาล 2017 จะมีโอกาสโกอินเตอร์ไปร่วมทีม คอนซาโดเล่ ซัปโปโร สนนราคาที่คาดว่าน่าจะอยู่ราว 2.4 ล้านยูโร และกลายเป็นแข้งไทยคนแรก ที่สามารถลงเล่นใน เจ ลีก ทะลุ 100 นัด

จบจวนมาถึงวันนี้ก็เข้าสู่ขวบปีที่ 4 แล้ว ที่เขายังผจญภัยในแดนปลาดิบ ซึ่งได้รับการยกย่องฝีเท้าจากผู้เล่นสตาร์ที่นั่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ชินจิ โอโนะ กองกลางระดับตำนานรุ่นพี่ในถิ่น ซัปโปโร โดม, เคนโงะ นากามูระ อดีตจอมทัพ คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ รวมไปถึงปราการหลังทีมชาติญี่ปุ่นอย่าง โทโมอากิ มากิโนะ จากอุราวะ เรด ไดม่อนส์ แถมยังกลายมาเป็นไอดอลความฝันของเด็กไทย ที่อยากจะเป็นนักฟุตบอลอาชีพ


ศศลักษณ์ ไหประโคน (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด สู่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)

เขาเริ่มต้นการเล่นโต๊ะเล็กและโต๊ะใหญ่กับโรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี ภายใต้การดูแลของ อ.สกล เกลี้ยงประเสริฐ แต่ด้วยความทุ่มเท จนฝีเท้าพัฒนา ก่อนไปเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังอาชีพกับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เมื่อปี 2014 แต่ว่ายังไม่ได้รับโอกาสมากนักจากอดีตกุนซือของทีมเวลานั้นอย่าง มาโน่ โพลกิ้ง ทำให้เขาตัดสินใจย้ายกลับบ้านเกิด มาร่วมทีม “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2017 

ที่นั่นเองที่เขาได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ทั้งการขยับไปเป็นแบ็คซ้าย หรือต้องเล่นเกมรับกับรุกให้สมดุลกัน ซึ่ง ศศลักษณ์ สามารถพัฒนาฝีเท้าอย่างต่อเนื่อง พาทีมกวาดแชมป์ในเมืองไทยมากมาย จนก้าวขึ้นสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ในที่สุด และเมื่อจบฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง ที่ผ่านมา เขาก็ได้เดินตามความฝันด้วยการย้ายไปร่วมทีม ชนบุก ฮุนได มอเตอร์ส ทีมแชมป์เคลีก ฤดูกาลล่าสุด ด้วยสัญญา 6 เดือน

นอกจากกลายเป็นแข้งไทยที่ได้รับโอกาสย้ายไปเล่นในเกาหลีใต้อีกครั้ง ในรอบ 35 ปี ต่อจาก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานดาวยิงทีมชาติไทย ที่ย้ายไปเล่นให้กับ ลักกี้ โกลด์สตาร์ (ปัจจุบันคือ เอฟซี โซล) เมื่อช่วงปี 2527–2529 ถึงวันนี้เขายังเป็นที่จับตามองของทัพ “ช้างศึก” กับตำแหน่งแบ็คซ้ายคนต่อไปที่จะก้าวขึ้นมารอทดแทน ธีราทร บุญมาทัน


ชัยวัฒน์ บุราณ (พัทยา ยูไนเต็ด สู่ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด)

หลังมีส่วนช่วย เมืองทอง ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไทยลีก 2016 ในปีต่อมาเขาย้ายไปเล่นให้กับ พัทยา ยูไนเต็ด ในชื่อเดิมที่ก่อนเปลี่ยนเป็น สมุทรปราการซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชอั๋น” สุรพงษ์ คงเทพ อย่างไรก็ตามในปี 2017 ช่วงนั้นต้องยอมรับว่า สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมเงินถุงเงินถัง แถมยังกว้านซื้อตัวแข้งดาวดังมาเพียบ

ทำให้เลกสอง “กว่างโซ้งมหาภัย” คว้าตัวเขาไปร่วมทีม และนั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นที่เขาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเขาสามารถพาทีมเถลิงโทรฟี่ได้ทั้งหมด 7 แชมป์  ประกอบด้วย ไทยลีก 2019 , เอฟเอคัพ 2017 , 2018 , 2020 , ลีกคัพ 2018 , ไทยแลนด์ แชมป์เปี้ยนส์คัพ  2018 , 2020 และยังถูกเรียกขึ้นไปเล่นทีมชาติไทย ชุดใหญ่ แบบที่หลายคนยกมือเห็นด้วย

จากการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ประกอบกับสัญญาของเขากำลังจะหมดในกลางปีหน้า ทำให้ผู้บริหารของ “เขี้ยวสมุทร” ยอมควักกระเป๋าซื้อตัวเขากลับมาร่วมทีมอีกครั้ง ด้วยการสวมหมายเลข 26 ซึ่งป็นเบอร์ประจำวันเกิด โดยมีรายงานว่าเขาจะเล่นตำแหน่งแบ็คซ้าย เหมือนกับไอดอลที่ตามเชียร์มาตั้งแต่เด็ก และเคยร่วมงานกันที่ถิ่น “กิเลนผยอง” อย่าง ธีราทร บญมาทัน 


พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ศิวกรณ์ เตียตระกูล, สุริยา สิงห์มุ้ย (เมืองทอง ยูไนเต็ด สู่ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด)

ย้อนกลับไปในปี 2016 ในยุคที่ เมืองทอง ยูไนเต็ด เต็มไปด้วยสตาร์ดังมากมาย รวมกับผู้เล่นที่เสริมเข้ามาใหม่ยกแผงจาก บีอีซี เทโร ศาสน ทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ทริสตอง โด และ อดิศักดิ์ ไกรษร ด้วยคุณภาพของตัวผู้เล่นเวลานั้น เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่ดาวรุ่งในทีมจะสามารถเบียดสอดแทรกลงสนามได้ แม้พวกเขาจะดูมีแววและถือเป็นสายเลือดแห่งความหวังที่จะขึ้นมาสู่ “กิเลนผยอง” ได้ในอนาคต

อย่างไรก็ตามเมื่อจบซีซั่นนั้น 3 แข้งดาวรุ่งอย่าง พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล, ศิวกรณ์ เตียตระกูล และ สุริยา สิงห์มุ้ย ถูกซื้อตัวไปร่วมทีม สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในยุคที่มี อเล็กซานเดร กามา เข้ามากุมบังเหียน และพวกเขาก็ยกระดับขึ้นมาเป็นตัวหลักในทันที ก่อนที่บั้นปลายฤดูกาล 2017 จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ ลีก คัพ และ เอฟเอ คัพ

ไม่เพียงแค่นั้น 2 ซีซั่นต่อมา “กว่างโซ้งมหาภัย” ยังต่อยอดความสำเร็จด้วยการเถลิงแชมป์ไทยลีก 2019 อย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ เท่ากับว่าเงินที่ลงทุนไปตอนนั้น สัมฤทธิ์ผลอย่างแท้จริง เนื่องจากตั้งแต่ที่ได้ 3 คนนี้มาร่วมทีมก็ถือว่ามีบทบาทสำคัญที่ช่วยพา “กว่างโซ้งมหาภัย” กวาดทุกโทรฟี่ในเมืองไทยมาครอง และทุกคนรวมถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมสามารถก้าวขึ้นไปติดทีมชาติไทยได้อีกด้วย


เจริญศักดิ์ วงษ์กรณ์ (แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี สู่ สมุทรปราการซิตี้)

ลืมตาดูโลกในครอบครัวที่ประกอบอาชีพเกษตรกร ทำฟาร์มเลี้ยงวัว ที่จังหวัดกาญจนบุรี แม้อาจจะตัวเล็กแต่ด้วยสปีดต้นที่จัดจ้านของเขา ทำให้สามารถผ่านการคัดเลือกเข้าไปเรียนที่ โรงเรียนกีฬาเทศบาลนครปฐม ก่อนที่เจ้าตัวจะไปสะดุดตา “โค้ชเตี้ย” สะสม พบประเสริฐ กุนซือสโมสรแอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ในขณะนั้นที่ดึงเข้ามาร่วมทีม แล้วถูกดันขึ้นผู้เล่นชุดใหญ่ทันที ในปี 2560 

ที่นั่นเองที่เขาพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง จนต้นปี 2018 พัทยา ยูไนเต็ด รับบทเสือปืนไวคว้าตัว เจริญศักดิ์ ไปร่วมทีม ซึ่งกุนซือในเวลานั้นก็คือ “โค้ชอั๋น” สุรพงษ์ คงเทพ และด้วยการลงสนามแบบต่อเนื่องนั่นเอง ทำให้เขาฉายแววความเก่งกาจออกมามากขึ้นในทุกๆ ฤดูกาล จนกระทั่งทีมเปลี่ยนมาชื่อ สมุทรปราการซิตี้ ก็กลายมาเป็นตัวหลักของทีมอย่างเต็มตัว

จากนั้นต้นปี 2020 นอกจาก “เท่” จะพาทีมชาติไทย เข้ารอบ 8 ทีม ยู 23 ชิงแชมป์เอเชีย แล้ว เขายังคว้ารางวัลดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ แถมจบไทยลีก 2020/2021 ยังได้ตำแหน่งจอมแอสซิสต์ที่ทำไป 14 แอสซิสต์ พร้อมกับคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ FA Thailand Awards 2020 กระทั่งมีข่าวที่สร้างความฮือฮาออกมาว่าทีมจากญี่ปุ่นอย่าง มอนเตดิโอ ยามางาตะ กำลังต้องการตัวปีกวัย 24 ปีไปลากเลื้อยให้ในฤดูกาลหน้า


สันติภาพ จันทร์หง่อม (โปลิศ เทโร เอฟซี สู่ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด)

จากจุดเริ่มต้นที่มีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัวตั้งแต่เกิด นอนไอเกือบทุกคืน ต้องคอยพ่นยา และเริ่มเล่นฟุตบอลเพื่อออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าฟุตบอลนี่เองที่เปลี่ยนชีวิตเขาจนก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของฉายาแบ็คขวาปอดเหล็ก ความพิเศษของเขาคือการเติมเกมรุกที่รวดเร็ว วิ่งขึ้นลงไม่มีหมดด้วยความฟิตเต็มเปี่ยม ช่วงที่เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในโลกลูกหนังคือตอนที่ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี ยืมตัวจาก บีอีซี เทโร ศาสน ไปร่วมทีมในฤดูกาล 2017 และได้ลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ ก่อนจะย้ายกลับต้นสังกัดซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นโปลิศ เทโร เอฟซี ในปีถัดมา 

การคัมแบ็คสู่ถิ่นบุณยะจินดา ทำให้เขากลายเป็นกำลังสำคัญช่วยทีมคว้ารองแชมป์ไทยลีก 2 ในฤดูกาล 2019 จากนั้นจึงโยกมาร่วมทีมบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2020 ซึ่งถือว่าเป็นการตอบโจทย์ที่ดี เนื่องจาก “เก้ง” พัฒนาตัวเองแบบก้าวกระโดด จนยึดตำแหน่งแบ็คขวาตัวจริง พร้อมกับพาทีมเถลิงบัลลังก์โทรฟี่ในซีซั่นที่ผ่านมาอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งที่เพิ่งได้เล่นไทยลีกแบบเต็มตัวก็คือปีนี้เอง

ด้วยการเติมเกมขึ้นลงตลอด 90 นาที ทำให้เฉลี่ยต่อเกมแล้วเขาจะวิ่งอยู่ราวๆ 10 กิโลเมตร จนกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอล “เดอะ แรบบิท” ซึ่งซีซั่นใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจเป็นบทพิสูจน์ที่ดีว่า เจ้าของเสื้อเบอร์ 23 แห่งถิ่น ลีโอ สเตเดี้ยม จะสามารถรักษามาตรฐานได้มากน้อยเพียงใด


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com