ก้าวที่เติบโต บนเส้นทางลูกหนังของ พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี


วันที่โลกลูกหนังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ คงยากที่จะมีนักเตะแบบวันแมนวันคลับ หรือนักเตะที่อยู่กับทีมนานๆ จนแขวนสตั๊ด เพราะสุดท้ายงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา

เช่นเดียวกับ “นิว” พีรดนย์ ฉ่ำรัศมี กองกลางเชิงสูงกัปตันทีม “สมุทรปราการ ซิตี้” ที่ประกาศอำลาทีมรักอย่างเป็นทางการ หลังบรรลุข้อตกลงย้ายไปร่วมทีม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด บิ๊กทีมแห่งอีสานใต้เรียบร้อยแล้ว ด้วยค่าตัวราว 10 ล้านบาท

ถึงเวลาบอกลา..


“ขอบคุณช่วงเวลาเกือบ 7 ปีที่ผ่านมากับสโมสร พัทยา ยูไนเต็ด และ สมุทรปราการ ซิตี้ ขอบคุณที่ดูแลผมมาอย่างดีตลอด ขอบคุณสำหรับทุกอย่างครับ ขอบคุณที่สร้างผมขึ้นมาอย่างดี ถ้าไม่มี 2 สโมสรนี้ ก็คงไม่มีผมในวันนี้”

“ที่ขาดไม่ได้เลย ต้องขอบคุณแฟนบอลทุกคนครับ ที่คอยสนับสนุน คอยเชียร์ให้กำลังใจกันมาตลอด ฝากเชียร์ผมต่อไปด้วยนะครับ” พีรดนย์ อำลาทีมอย่างสุดซึ้ง

แม้การตัดสินใจย้ายออกจากรังรักที่ค้าแข้งมานานจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตั้งแต่ย้ายจาก เมืองทอง ยูไนเต็ด มาค้าแข้งกับ พัทยา ยูไนเต็ด แบบยืมตัว 

ก่อนจะย้ายมาอยู่กับทีม “โลมามหาภัย” แบบถาวร ในเวลาต่อมา จนเปลี่ยนชื่อมาเป็น สมุทรปราการ ซิตี้ ในปัจจุบัน ช่วยหล่อหลอมให้เขาก้าวมาเป็นห้องเครื่องระดับแนวหน้าของเมืองไทย 

นอกจากนี้ “พีรดนย์” ยังก้าวไปติดธงไตรรงค์ตามรอยคุณพ่อ ประภาส ฉ่ำรัศมี อดีตดาวเตะทีมชาติไทยเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ยุคของ มิโลวาน ราเยวัช จนมาถึง อากิระ นิชิโนะ ในปัจุบัน


นอกจากฝีเท้าที่อัดแน่นด้วยเทคนิคอันเหลือล้น “พีรดนย์” ยังเป็นนักเตะที่มีความเป็นมืออาชีพสูง ไม่เคยมีข่าวด้านลบนอกสนามเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ส่วนในสนามเขาเป็นทั้งลูกพี่ กัปตันทีม คอยกระตุ้น ประคอง และดูแลลูกทีมเป็นอย่างดี จนได้รับความเคารพจากทุกคน จนได้รับฉายา “เจ้าชายสมุทร” นั่นเอง

ซึ่งแน่นอนว่าบทเรียนลูกหนังที่ “พีรดนย์” ฝากไว้กับ “สมุทรปราการ ซิตี้” คงหนีไม่พ้นวลีเด็ด “อยู่ให้เขารัก จากไปให้เขาคิดถึง” นั่นแหละ

โดยการก้าวเท้าสู่สโมสรแห่งใหม่บนดินแดนอีสานใต้ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ในชีวิตการค้าแข้งของ “พีรดนย์” เลยทีเดียว 

อย่าลืมว่าสถานะของ สมุทรปราการ ซิตี้ กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะรายหลังคือบิ๊กทีมและเป็นตัวเต็งลุ้นแชมป์อย่างแท้จริง

แถมตัวเลือกบนแผงมิดฟิลด์ของ “ปราสาทสายฟ้า” ยังอุดมไปด้วยแข้งจัดเจนยุทธภพลูกหนังทั้งสิ้น


ไม่ว่าจะเป็น จักรพันธ์ แก้วพรม กองกลางจอมเทคนิค, รัตนากร ใหม่คามิ ตัวตัดเกมปอดเหล็ก , ชุติพนธ์ ทองแท้ ห้องเครื่องป้ายแดง และ ปิยพล ผานิชกุล ดาวเตะสารพัดตำแหน่งที่ถูกโยกมาเล่นกลางบ่อยครั้งในช่วงหลัง 

ทำให้เป็นเรื่องยากที่เขาจะได้การันตีตัวจริงโดยทันที ต่างจากที่ สมุทรปราการ ซิตี้ เพราะที่นั่นเขาแทบไม่มีใครมาแย่งตำแหน่งตัวจริงได้เลย

ทว่าหาก “พีรดนย์” ต้องการก้าวไปยึดตัวจริง เขาต้องทุ่มเทมากกว่าเดิม เพื่ออยู่ในมาตรฐานที่สูงลิบของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นโอกาสที่จะเอาชื่อมาทิ้งเหมือนดาวดังคนอื่นๆ ก็มีไม่น้อย


ส่วนจะได้เล่นแบบไหน จะถูกจับคู่เล่นกับใคร ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ, ตัวคุมจังหวะเกม หรือถูกดันไปเล่นเป็นเพลย์เมกเกอร์ คงเป็นหน้าที่ของ อเล็กซานเดร กาม่า กุนซือสมองเพชรเป็นผู้พิจารณาอีกครั้ง

แต่ด้วยคุณภาพของ “พีรดนย์” ที่มาเติมเต็มให้กับ “ปราสาทสายฟ้า” น่าจะทำให้พวกเขากลายเป็นเต็งจ๋าที่จะคว้าแชมป์โตโยต้าไทย ฤดูกาล 2021-22 อย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะขุมกำลังอื่นๆ ไล่ตั้งแต่ผู้รักษาประตูยันกองหน้าล้วนเต็มไปด้วยแข้งคุณภาพทั้งส้ิน แถมปีนี้ทีมมีการเปลี่ยนแปลงจากฤดูกาลที่แล้วน้อยมาก ไม่ต้องห่วงเรื่องทีมเวิร์ค แน่นปึ๊กแน่นอน


แถมการที่ทีมคว้าน้ำเหลวไร้แชมป์มา 2 ปีติดต่อกัน ทำให้เป้าหมายในฤดูกาล 2021-22 จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากการคว้าโทรฟี่ทุกรายการมายังถิ่นช้าง อารีน่า สถานเดียว

ดังนั้นการมาของ “พีรดนย์” จึงเป็นมากกว่าการเสริมทัพธรรมดา เพราะนี่คือการส่งสัญญาณกลายๆ จาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปถึงทีมอื่นว่า

ปีนี้ Gu เอาจริง นะจ๊ะ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com