จิ๊กซอว์สุดท้าย เพื่อสานภารกิจ ของ “เดอะ แรบบิท”


เกมรุกจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์ คือคำจำกัดความของพลพรรค "เดอะ แรบบิท" บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา หลังคว้าแชมป์ฟุตบอลโตโยต้าไทยลีกมาครองเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ด้วยสถิติเสียไปเพียง 13 ประตูตลอดซีซั่น แถมไม่เสียประตูถึง 19 นัด จากทั้งหมด 30 นัดที่ลงสนาม

แต่การเป็นแชมป์ว่ายากแล้ว การป้องกันแชมป์ยิ่งยากกว่า ทำให้ “เดอะ แรบบิท” ต้องเดินหน้าสอยผู้เล่นมาเสริมแกร่งมากมาย 

ไม่ว่าจะเป็น ชิดชนก ไชยเสนสุรินธร มาจาก นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี , ยอดรักษ์ นาเมืองรักษ์ ระยอง เอฟซี , ฉัตรมงคล ทองคีรี จากการท่าเรือ เอฟซี, เควิน อินเกรโซ จาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ เออร์เนสโต ภูมิภา จากสมุทรปราการ ซิตี้

นอกจากนี้ยังดึง เรียว มัตซึมูระ รวมถึง กรพัฒน์ นารีจันทร์ และ อภิสิทธิ์ โสรฏา สองนักเตะดีกรีทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี กลับมาจาก เชียงใหม่ เอฟซี

ทว่าฟอร์มการเล่นของ “เดอะ แรบบิท” ในฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ยังไม่โสภานักโดยเฉพาะแนวรับที่ยังไม่มั่นคง นั่นทำให้พวกเขาต้องหันไปคว้า “นุ้ก” จักพัน ไพรสุวรรณ กองหลัง “เขี้ยวสมุทร” สมุทรปราการ ซิตี้ มาร่วมทีม


ซึ่ง บีจี กับ จักพัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะหากย้อนไปเมื่อฤดูกาลแล้ว บีจี ได้เคยยื่นข้อเสนอให้ สมุทรปราการ ซิตี้ เพื่อคว้าดาวเตะวัย 26 ปี ไปร่วมทีม มาแล้ว

แต่ทางบอร์ดบริหารของทีม “เขี้ยวสมุทร” ได้ปฏิเสธข้อเสนอไป เพื่อต้องการให้ จักพัน อยู่ช่วยทีมไล่ล่าความสำเร็จ

แต่ปัจจุบันสัญญาระหว่าง จักพัน กับ สมุทรปราการ ซิตี้ จะหมดลงหลังจบฤดูกาลนี้ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าจะไม่ต่อสัญญาออกไป ทำให้ บีจี เบนเข็มกลับมาล่าตัว จักพัน อีกครั้ง

ขณะที่ สมุทรปราการ ซิตี้ เองต้องจำยอมรับข้อเสนอของทีมดังจากย่านรังสิต เพราะหากไม่ปล่อย จักพัน ตอนนี้ ในช่วงเลก 2 พวกเขาจะต้องเสียปราการหลังจอมปั่นฟรีคิกออกจากทีมแบบไร้ค่าตัว และจะไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว

แล้ว จักพัน จะเล่นตรงไหน? ย้ายไปแล้วจะมีโอกาสลงสนามหรอ เพราะ บีจี เต็มไปด้วยกองหลังฝีเท้าพระกาฬทั้งนั้น


อย่าลืมว่าตอนนี้สภาพร่างกายของ อันเดรส ตูเญซ ไม่ได้หนุ่มและพร้อมจะลงสนามช่วยทีมในฤดูกาลหน้าทุกนัด โดยเฉพาะโปรแกรมการแข่งขันที่ บีจี จะต้องฟาดแข้งถึง 4 รายการทั้ง ฟุตบอลโตโยต้าไทยลีก, ฟุตบอลถ้วยช้าง เอฟเอคัพ, ฟุตบอลถ้วยโตโยต้า ลีกคัพ 

ไม่เพียงแค่ศึกใน บีจี ยังมีศึกนอกต้องลงทำศึกฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบน็อคเอ้าท์ที่จะพบกับ ชุนบุค ฮุนได มอเตอร์ส บิ๊กทีมจากเกาหลีใต้ ในวันที่ 15 กันยายนนี้

นอกจาก ตูเญซ, ฟานดี้ และ คาร์โดโซ่ แล้ว พวกเขาไม่มีกองหลังที่ไว้ใจได้เลยแม้แต่คนเดียว ส่วน ปิยะชนก ดาฤทธิ์ กองหลังเด็กสร้าง ที่ฟอร์มการเล่นไม่สม่ำเสมอสักทีจะถูกปล่อยไปให้ สุพรรณบุรี เอฟซี ยืมใช้งานอีกครั้ง


แต่ในรายของ จักพัน สามารถตอบโจทย์ตรงนี้ได้ เพราะสามารถเล่นได้ทั้งกองหลังระบบแบ็กโฟร์ หรือ กองหลังฝั่งขวาในระบบ 3-5-2 ที่ทีมใช้ในปัจจุบัน

ด้วยมาตรฐานและฟอร์มการเล่นส่วนตัวตลอด 2 ปีที่ผ่านมาในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟต้องบอกว่า จักพัน พัฒนาฝีเท้าได้อย่างก้าวกระโดดจนมีชื่อติดทีมชาติไทยชุดใหญ่มาแล้ว

ส่วนแบ็กขวาเอง บีจี ก็มีตัวเลือกที่ไว้ใจได้เพียงแค่ สันติภาพ จันทร์หง่อม คนเดียวเท่านั้น หากแบ็กจอมลุยเกิดเดี้ยงไปคงหาคนทดแทนยาก เพราะอะไหล่มีน้อยเหลือเกิน

แต่อย่าลืมว่า จักพัน เองสามารถเล่นตำแหน่งนี้ได้ โดยเฉพาะช่วงที่ สมุทรปราการ ซิตี้ ปล่อย ศุภนันท์ บุรีรัตน์ ไปเล่นให้ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ดาวเตะรายนี้เองที่รับสัมปทานดูแลเกมรับและรุกฝั่งขวาให้กับทีม


ซึ่ง จักพัน คงเป็นทางเลือกที่ดีเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้การที่ จักพัน มีเท้าชั่งทองเปิดบอลแม่นยำและยิงฟรีคิกได้ดียังเป็นอาวุธลับของทีมได้อีกต่างหาก

เรียกว่าดีลนี้ บีจี เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว เพราะนอกจากจะได้นักเตะฝีเท้าดีแล้ว ยังเล่นได้สารพัดตำแหน่ง ซึ่งนักเตะคุณสมบัติแบบนี้ถือว่ามีความสำคัญในฟุตบอลสมัยใหม่

โดยเฉพาะทีมที่ต้องลุ้นแชมป์ในระยะยาวอย่าง บีจี ปทุม ยูไนเต็ด นี่แหละที่นักเตะคุณสมบัติเช่นนี้จะมีความสำคัญที่สุด


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thsport.com